ศึกจัด ครม. ไม่ใช่แค่แบ่งเก้าอี้ แต่คือเกมวัดอำนาจ 3 ขั้ว “บ้านใหญ่–ชินวัตร–ทุน” ที่อาจทำให้เพื่อไทย “ได้รัฐบาล แต่เสียอนาคต”
ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยดูเหมือนนิ่งสงบภายใต้ฉากหน้าของ “รัฐบาลผสม” กลับมีแรงสั่นสะเทือนที่กำลังก่อตัวอยู่ลึกลงไปในโครงสร้างของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะการจัดสรรเก้าอี้คณะรัฐมนตรี หรือ “โผ ครม ล่าสุด” ที่กำลังกลายเป็น “เดิมพันอันตราย” ซึ่งอาจชี้ชะตาทั้งพรรคในระยะต่อไป
เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการจัดคนลงตำแหน่ง แต่คือการจัดสมดุลของ “สามเหลี่ยมอำนาจ” ที่ประกอบด้วย กลุ่มบ้านใหญ่/สส. เขต กลุ่มสายตรงตระกูลชินวัตร และกลุ่มทุนพรรค ซึ่งกำลังดึงเกมกันคนละทิศ และไม่มีใครยอมถอยง่าย ๆ
กลุ่มบ้านใหญ่ หรือ Provincial Barons นำโดย “2 ส.” อย่างสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ สมศักดิ์ เทพสุทิน ถือครอง ส.ส. เขตจำนวนมาก เปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของพรรคในสนามเลือกตั้ง การต่อรองของกลุ่มนี้จึงมีน้ำหนักจาก “ตัวเลขจริง” ไม่ใช่เพียงอิทธิพลเชิงภาพลักษณ์
ในทางกลับกัน กลุ่มสายตรงชินวัตร คือศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ของพรรค มีบทบาทกำหนดทิศทางนโยบายและภาพลักษณ์ ซึ่งถือเป็น “หัวใจ” ของเกมการเมืองในระยะต่อไป
ขณะที่กลุ่มทุนพรรค แม้ไม่ปรากฏตัวในโครงสร้างทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้สนับสนุน และเป็นตัวกำหนดระดับ “ความเชื่อมั่น” ต่อรัฐบาล ทั้งในมิติการลงทุนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
เมื่อสามขั้วนี้มาบรรจบกัน จุดตัดของอำนาจจึงกลายเป็น “สนามต่อรอง” ที่ร้อนแรงที่สุด
และนั่นคือจุดที่ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้น
หนึ่งในแกนความตึงเครียดสำคัญ คือการปะทะกันระหว่าง “อำนาจเชิงจำนวน” ของกลุ่ม 2 ส. กับ “อำนาจเชิงยุทธศาสตร์” ของสายตรงชินวัตร การเรียกร้องโควตารัฐมนตรีอย่างน้อย 2 เก้าอี้ของกลุ่มบ้านใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่เป็นเงื่อนไขที่พวกเขามองว่า “ควรได้” ในสมการอำนาจของรัฐบาลผสม
ขณะเดียวกัน กระแสความไม่พอใจในหมู่ ส.ส. โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ก็เริ่มก่อตัวอย่างมีนัยสำคัญ กรณีกลุ่มโคราชที่ถูกมองว่าได้รับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในสัดส่วนสูง เช่น ประเสริฐ จันทรรวงทอง และสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ได้สร้างคำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” ภายในพรรค
แม้แกนนำพรรคอย่างจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะออกมายืนยันว่าไม่มีปัญหา และทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ แต่ในโลกการเมือง “ความรู้สึกของ ส.ส.” คือแรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็นแต่ทรงพลัง และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในระยะยาว
เมื่อพิจารณาโผ ครม ล่าสุด ภายใต้สูตร “อนุทิน 2” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสมดุลในรัฐบาลผสม พรรคเพื่อไทยถูกคาดว่าจะได้โควตา 5 รัฐมนตรีว่าการ และ 3 รัฐมนตรีช่วย รายชื่อที่ถูกพูดถึงสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามกระจายอำนาจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ
แต่จุดที่อ่อนไหวที่สุด กลับอยู่ที่ “รายชื่อที่อาจหลุด” โดยเฉพาะสมศักดิ์ เทพสุทิน
หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จะไม่ใช่เพียงการ “ปรับคณะรัฐมนตรี” ตามปกติ แต่คือการ “ลดทอนอำนาจ” ของกลุ่มบ้านใหญ่ในเชิงโครงสร้าง และอาจกลายเป็นชนวนให้ความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ปะทุขึ้นอย่างเปิดเผย
และหากโผ ครม. นี้ลงตัวตามกระแสข่าวที่หลุดออกมา สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจไม่ใช่การ “ปฏิรูปพรรค” อย่างที่ถูกกล่าวอ้าง
แต่มันคือ “การเดินหมากที่สุ่มเสี่ยงที่สุด” ของพรรคเพื่อไทยในรอบทศวรรษ
เพราะการเลือกตัด “เสือเก่า” และขุนพลบ้านใหญ่ออกจากสมการอำนาจ เพื่อสถาปนา “ระบอบสายตรง” ให้มั่นคงขึ้น อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงพรรคในสามมิติ
ประการแรก คือภาวะ “เลือดไหลใน” และสงครามตัวแทน นักการเมืองระดับพระกาฬที่พลาดหวัง ไม่เคยถอยออกไปเฉย ๆ การสูญเสียเก้าอี้ในวันนี้ อาจแปรเป็น “เกมใต้ดิน” ในวันหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเกียร์ว่างในการลงมติกฎหมายสำคัญ หรือการสร้างฐานอำนาจใหม่เพื่อรอจังหวะการเลือกตั้งครั้งถัดไป
ประการที่สอง คือวิกฤตศรัทธา “พวกพ้องเหนือผลงาน” การกระจุกตัวของอำนาจในกลุ่มโคราชและสายตรง จะตอกย้ำภาพลักษณ์ความเหลื่อมล้ำภายในพรรค ส่งผลให้ ส.ส. เขตพื้นที่อื่นขาดแรงจูงใจ และเปิดช่องให้พรรคคู่แข่งอย่างภูมิใจไทยหรือก้าวไกล เข้ามาเจาะฐานเสียงได้ง่ายขึ้น
ประการสุดท้าย คือการเสียดุลอำนาจให้พรรคร่วม เมื่อเพื่อไทยอ่อนแอจากศึกภายใน เสถียรภาพของรัฐบาลผสมจะเปราะบางทันที และพรรคร่วมที่มีเอกภาพสูงกว่า จะกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางประเทศแทน
จนในที่สุด เพื่อไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะ “มีตำแหน่ง…แต่ไม่มีอำนาจ”
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงการประเมินจากกระแสข่าวและการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง ขณะที่แกนนำพรรคยังคงยืนยันว่า “พรรคไร้ความขัดแย้ง” และยังไม่มีการเคาะรายชื่อบุคคลอย่างเป็นทางการ โดยการประชุม ส.ส. ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีการหยิบยกประเด็นโผ ครม. ขึ้นมาหารือ
แต่ในความเป็นจริงของการเมืองไทย “สิ่งที่ไม่ถูกพูด” มักสำคัญกว่าสิ่งที่ถูกพูด
เพราะยิ่งปฏิเสธมากเท่าไร ยิ่งสะท้อนว่าแรงเสียดทานกำลังเพิ่มขึ้น
และทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปว่า พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับ “ศึกภายในที่ถูกปฏิเสธ”
หากยังเลือกจะรักษา “หัวใจพรรค” ด้วยการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สายตรง แต่ทิ้ง “ร่างกายพรรค” อย่าง ส.ส. เขตและขุนพลภูธรไว้ข้างหลัง
พวกเขาอาจได้ ครม. ที่ถูกใจคนในบ้าน แต่ต้องแลกด้วยความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง
และนั่น…อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุครุ่งเรืองของพรรคเพื่อไทยอย่างแท้จริง
#เพื่อไทย #โผครม #การเมืองไทย #2ส #ชินวัตร #รัฐบาลผสม #เกมอำนาจ #วิเคราะห์การเมือง #siamrathonline








