คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
สงครามใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นที่สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน โดยบุกจู่โจมเข้าไปปลิดชีพ “อยาตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และแกนนำของผู้นำอิหร่านอีก 8 คน ไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา
และถึงแม้ว่าสหรัฐฯ จะให้ความร่วมมือกับอิสราเอลปูพรมทิ้งระเบิดถล่มโจมตีอิหร่านติดต่อกันมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วก็ตาม แต่กลับปรากฏว่าอิหร่านยังไม่ยอมแพ้ ประกาศว่ายังพร้อมที่จะตั้งหน้าสู้ต่อไป!!! และถึงแม้ว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จะเพียรพยายามออกมาป่าวประกาศเรียกร้องให้อิหร่านยอมพ่ายแพ้โดยปราศจากเงื่อนไข แต่กลับปรากฏว่าอิหร่านก็ยังออกมากล่าวปฏิเสธอีกด้วยเช่นกัน ส่วนการเสียชีวิตของทหารอเมริกันทั้ง 6 นาย ปรากฏว่าในขณะนี้ยังมิมีเสียงสะท้อนของคนอเมริกันที่จะส่งผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกามากเท่าใดนัก
ทั้งนี้ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่สามารถผนึกพลังของบรรดานักการเมืองในสภาคองเกรสเข้าด้วยกันได้ โดย “War Powers Resolution” หรือ “มติว่าด้วยอำนาจในการทำสงคราม” ก็ยังไม่ผ่านสภาคองเกรสแต่อย่างใด และถึงแม้ว่านักการเมืองของค่ายพรรครีพับลิกันต่างออกมาผนึกพลังให้การสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเต็มที่ก็ตาม แต่กลับปรากฏว่านักการเมืองในค่ายพรรคเดโมแครตก็ยังคงยืนกรานประกาศต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์เหมือนดังเดิม
ดังนั้นตราบใดที่นักการเมืองส่วนหนึ่งของพรรคเดโมแครตยังคงลงคะแนนคัดค้านมติอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์ เท่ากับว่านโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ในการโจมตีอิหร่านยังคงไม่ได้รับการอนุมัติอยู่นั่นเอง ทำนองเดียวกันกับสภาผู้แทนฯ ทั้งๆ ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรค่ายพรรครีพับลิกันนั่งครองเสียงข้างมากอยู่ในสภาผู้แทนฯ ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถผ่านมติไปได้อีกเช่นกัน
ทั้งนี้จะเห็นว่าเนื่องจากการลงคะแนนส่วนใหญ่เป็นไปตามแนวทางของแต่ละพรรค โดย ส.ส. ของค่ายพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนฯ มีนักการเมืองสี่คน อาทิเช่น “ส.ส. โธมัส แมสซี” จากรัฐเคนทักกี และ “ส.ส. วอร์เรน เดวิดสัน” จากรัฐโอไฮโอ ออกมาประกาศว่าจะคัดค้านแบบหัวชนฝาต่อนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเหนียวแน่นหนึบ โดยสมาชิกสภาผู้แทนฯ แมสซี กล่าวชี้ว่า “รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ให้อำนาจแก่รัฐสภาในการริเริ่มทำสงคราม” โดยเขาได้กล่าวระหว่างการอภิปรายอย่างดุเดือดในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเขาประกาศต่อไปว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีอำนาจเปิดสงครามกับอิหร่านโดยปราศจากความเห็นชอบจากรัฐสภา”
และหากว่ารัฐสภามีมติเห็นชอบกับประธานาธิบดีทรัมป์ในการโจมตีอิหร่านในครั้งนี้ อันดับต่อไปก็คือ ชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี จะต้องถูกเกณฑ์เป็นกองกำลังทหารเข้าไปรบในสงคราม ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียกร้องที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศให้อิหร่านยอมจำนนนั้น ก็ปรากฏว่า “ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน” ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอิหร่าน ก็ออกมาปฏิเสธคำเรียกร้องของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยประธานาธิบดีอิหร่านระบุว่า “คงจะเป็นแค่เพียงความฝันของประธานาธิบดีทรัมป์” และเขาได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ขอให้ประธานาธิบดีทรัมป์เอาความฝันนี้ไปสู่หลุมฝังศพของตัวเองเถอะ”
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ ประธานาธิบดีเปเซชเคียนยังได้กล่าวขอโทษต่อประเทศเพื่อนบ้านสำหรับการกระทำล่าสุดของอิหร่าน ที่เข้าไปโจมตีประเทศอาหรับในแถบอ่าวเปอร์เซีย สืบเนื่องมาจากเป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ นั่นเอง
ขณะที่สงครามกำลังก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง ได้มีสำนักหยั่งเสียง 3 แห่งที่ได้ร่วมกันทำการสำรวจ นั่นก็คือ “National Public Radio” ร่วมกับ “Public Broadcast News” และ “สำนักหยั่งเสียง Marist” ที่ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2026 นี้ว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านปฏิบัติการของประธานาธิบดีทรัมป์ที่กระทำต่ออิหร่าน โดยมีถึง 56% แต่ก็ยังมีชาวอเมริกันที่เห็นด้วยอยู่ที่ 44% (ข้อมูลที่มา: Poll: A majority of Americans opposes U.S. military action in Iran, March 6, 2026)
ส่วนการรายงานของ “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” ก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์และอิสราเอลจะดำเนินการเปิดฉากโจมตีอิหร่านนั้น จากการสำรวจของ “มหาวิทยาลัยแมริแลนด์” ที่ทำก่อนการโจมตีหนึ่งสัปดาห์ ได้ระบุออกมาว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่คัดค้านการกระทำดังกล่าว 49% ที่ไม่แน่ใจมี 30% และที่เห็นด้วยมี 21% แต่ทว่ายังมีกลุ่มที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันที่เห็นด้วยต่อประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ที่ 40% (ข้อมูลที่มา: หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ในหัวข้อ “Only 21% Americans Support the United States Initiating an Attack on Iran: February 28, 2026”)
เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2026 นี้ มีรายงานข่าวออกมาในทำนองว่า “รัสเซียได้ให้ความช่วยเหลือกับอิหร่านอยู่หลังฉาก เกี่ยวกับการให้ข่าวกรองว่า กองกำลังทหารของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ที่ใดบ้าง” (ข้อมูลที่มา: Russia is sharing intelligence with Iran, New York Times: March 6, 2026) โดยขณะนี้มีประเทศอินโดนีเซียได้ออกมาแสดงเจตจำนงต้องการที่จะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกในองค์กร “Board of Peace” หรือที่เรียกว่า “คณะกรรมการแห่งสันติภาพ” ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้จัดตั้งขึ้น โดย “ประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต” ให้เหตุผลว่าการกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ส่งผลกระทบต่อนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย แถมเขายังได้กล่าวต่อไปว่า บอร์ดแห่งสันติภาพของประธานาธิบดีทรัมป์มิได้สร้างผลประโยชน์ให้แก่ชาวปาเลสไตน์แต่อย่างใดเลย เท่ากับว่าขณะนี้องค์กรบอร์ดแห่งสันติภาพเริ่มมีการแตกร้าวแล้ว!!!
กล่าวโดยสรุป สงครามที่สหรัฐอเมริการ่วมมือกับอิสราเอลเริ่มเปิดศึกโจมตีอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่าจะเป็นปฏิบัติการรบทางอากาศเพียงอย่างเดียว และในอดีตที่ผ่านๆ มายังไม่มีการพิสูจน์ได้ว่า การทำสงครามทางอากาศเพียงอย่างเดียวจะสามารถประสบผลสำเร็จได้ และดูเหมือนว่าขณะนี้สหรัฐฯ ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะใช้กำลังทางภาคพื้นดินเข้าไปทำสงคราม
เมื่อลองวิเคราะห์และมองจากภาพรวมกันดูแล้ว สงครามครั้งนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากนักการเมืองในสภาคองเกรส แถมยังมีชาวอเมริกันต่อต้านค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีข่าวว่ารัสเซียก้าวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จะเห็นได้ว่าสงครามครั้งนี้กำลังเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง และไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นสงครามที่บานปลาย แถมต่อท้ายด้วยจีนออกมาประกาศต่อต้านสงครามในครั้งนี้อีกด้วยเช่นกัน ดังนั้นการที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะเดินทางไปเยือนจีนสามวัน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 2 เมษายน 2026 นี้ เราก็อาจจะได้รับทราบกันว่า ท่าทีของจีนที่มีเกี่ยวกับสงครามนี้เป็นเยี่ยงใดกันละครับ
#สงครามตะวันออกกลาง #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #อิสราเอล #โดนัลด์ทรัมป์ #การเมืองโลก #ข่าวต่างประเทศ #siamrathonline








