ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลร่วมกันเปิดปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน ถือเป็นการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างสองฝ่ายนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 2522 คำถามที่ประชาคมโลกพากันตั้งขึ้นทันทีคือ สหรัฐฯ อ้างเหตุผลอะไรในการเปิดสงครามครั้งนี้ และเหตุผลเหล่านั้นยืนหยัดต่อการพิจารณาอย่างรอบด้านได้จริงหรือ
เหตุผลทางการที่ทำเนียบขาวประกาศ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงต่อสาธารณะว่าปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายเพื่อ "ปกป้องชาวอเมริกันโดยการกำจัดภัยคุกคามเร่งด่วนจากระบอบอิหร่าน" โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญสามข้อ ได้แก่ การป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ การทำลายเครือข่าย proxy ของอิหร่านที่หนุนหลัง Hamas, Hezbollah และกลุ่ม Houthis และการปกป้องผู้ประท้วงชาวอิหร่านที่ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลเตหะราน คำถามคืออิหร่านไม่เคยส่งกำลังไปคุกคามสหรัฐที่บ้านเลย มีแต่สหรัฐส่งทหารมาคุกคามอิหร่านในตะวันออกกลาง
รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ เพิ่มมิติของการป้องกันเชิงรุก (preemptive strike) โดยอ้างว่าอิสราเอลกำลังจะโจมตีอิหร่านอยู่แล้ว และหากสหรัฐฯ ไม่เข้าร่วม ก็จะต้องสูญเสียทหารอเมริกันมากกว่าในภายหลัง คำถามคือสหรัฐทำเพื่ออิสราเอลใช่ไหม ถ้าไม่อยากก่อสงครามก็ห้ามอิสราเอลสิ ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซท ขยายคำนิยามให้กว้างยิ่งขึ้นด้วยการอ้างว่าระบบขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านคือ "โล่กำบังแบบ conventional" ที่คุ้มครองความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของกรุงเตหะราน
ความขัดแย้งในตัวเองของเหตุผลที่อ้าง
เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เหตุผลเหล่านี้กลับพบปัญหาสำคัญหลายประการ
ประการแรก ด้านอาวุธนิวเคลียร์ แม้ทรัมป์จะอ้างในปี 2568 ว่าโจมตีสถานที่นิวเคลียร์จนพังพินาศสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ในช่วงก่อนโจมตี อิหร่านส่งสัญญาณพร้อมทำข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับที่ครอบคลุมกว่าที่เคยมีมาอีกด้วย
ประการที่สอง ด้านภัยคุกคามเร่งด่วน เมื่อผู้สื่อข่าวกดดันเฮกเซทว่าอิหร่านมี imminent threat จริงหรือไม่ เขาหลบเลี่ยงคำถามโดยหันไปพูดถึงการถ่วงเวลาของอิหร่านในการเจรจา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น แหล่งข่าวอาวุโสในทีมที่ปรึกษาทรัมป์เองยังยอมรับว่ามีการหารือว่าควรปล่อยให้อิสราเอลโจมตีก่อน เพื่อสร้าง "เหตุผลที่ดีกว่า" ให้สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามในภายหลัง
ประการที่สาม ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การโจมตีดังกล่าวไม่ผ่านเกณฑ์การป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ และไม่มีมติคณะมนตรีความมั่นคงรองรับ ทำให้นักกฎหมายระหว่างประเทศจำนวนมากชี้ว่านี่คือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
โรงเรียนเด็กหญิงและการปฏิเสธความรับผิดชอบ
สิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ เสียหายหนักที่สุดในคืนแรกของสงครามคือเหตุการณ์ที่โรงเรียนประถมหญิงแห่งหนึ่งในเมือง Minab จังหวัด Hormozgan ซึ่งถูกโจมตีระหว่างปฏิบัติการ อิหร่านรายงานผู้เสียชีวิตกว่า 180 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิง รายงานของ CNN, The New York Times และ CBC รวมถึงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธโดยอ้างอิงจากภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอที่ยืนยันตำแหน่งได้ ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่ากองทัพสหรัฐฯ น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบการโจมตีดังกล่าว
การประเมินเบื้องต้นภายในสหรัฐฯเองระบุว่าสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือการใช้ข่าวกรองล้าสมัยที่ยังระบุพื้นที่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของฐานทัพ ทั้งที่โรงเรียนถูกแยกออกมาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว
กระนั้น ทรัมป์กลับออกมากล่าวโดยไม่มีหลักฐานว่า "เราคิดว่าอิหร่านเป็นคนทำ เพราะพวกเขายิงขีปนาวุธไม่แม่น" ขณะที่กลุ่มสืบสวนอิสระ Bellingcat ออกมาระบุว่าวิดีโอที่เพิ่งเผยแพร่ "ดูเหมือนจะขัดแย้งกับ" คำกล่าวอ้างของทรัมป์อย่างชัดเจนเพราะระบุได้ว่าเป็นการโจมตีด้วยโทมาฮอค และโจมตีซ้ำถึง3ครั้ง กระนั้นทรัมป์ก็ยังออกมาตะแบงว่าใครๆก็มีโทมาฮอค ซึ่งเป็นการโกหกแบบด้านๆ
สงครามที่เริ่มต้นด้วยการเต้นรำ
ภาพที่สะท้อนบรรยากาศของคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ได้ดีที่สุดคือคลิปที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย ซึ่งบันทึกภาพทรัมป์กำลังเต้นเพลง God Bless the U.S.A. อยู่ที่ Mar-a-Lago ก่อนที่เขาจะหันมาบอกคนถ่ายว่า "I gotta go to work" — ขณะที่เครื่องบินทิ้งระเบิดกำลังมุ่งหน้าสู่อิหร่าน
ทรัมป์เข้าร่วมงาน charity gala และ political fundraiser ที่ Mar-a-Lago ในสองคืนติดกันช่วงประกาศสงคราม ภาพดังกล่าวไม่เพียงสร้างคำถามด้านวุฒิภาวะทางการเมือง หากยังตอกย้ำการรับรู้ที่แพร่หลายว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการประเมินภัยคุกคามอย่างรอบคอบ แต่เป็นการตัดสินใจที่วางแผนไว้ล่วงหน้าและรอแค่จังหวะเวลา
บทสรุป: สงครามแห่งเหตุผลที่เลื่อนไหล
เมื่อมองภาพรวม เหตุผลที่สหรัฐฯ อ้างในการโจมตีอิหร่านครั้งนี้มีลักษณะเป็น "goalpost shifting" - ทุกครั้งที่ถูกกดด้วยคำถามแหลมคม เป้าหมายของสงครามก็ขยับออกไปอีก ไม่ว่าจะเป็นนิวเคลียร์ ป้องกันภัย สิทธิมนุษยชน หรือการเปลี่ยนระบอบ จนแทบไม่มีคำตอบที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน
สิ่งที่ชัดเจนกว่าเหตุผลทางการทั้งหมดกลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ นั่นคือ ความต้องการสถาปนาความเป็นเจ้าในภูมิภาคตะวันออกกลางของสหรัฐฯ-อิสราเอล การกำจัดพลังอำนาจสุดท้ายที่ยังท้าทายอำนาจครอบงำนี้ และบางทีที่สำคัญกว่า ตรรกะภายในของระบอบ Trump ที่มองสงครามเป็นเครื่องมือทางการเมืองในประเทศด้วย
ความเสียหายต่อชีวิตพลเรือน การปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่มีหลักฐาน และการเริ่มสงครามท่ามกลางเสียงเพลงและการเต้นรำ จะเป็นภาพที่ประวัติศาสตร์จดจำไว้พร้อมๆ กับเหตุผลทั้งหลายที่ทำเนียบขาวพยายามร้อยเรียง
#สหรัฐอิหร่าน #สงครามตะวันออกกลาง #โดนัลด์ทรัมป์ #อิสราเอล #การเมืองโลก #วิเคราะห์การเมือง #สงคราม2569 #siamrathonline








