ภาพรวมตลาดสินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนโครงสร้างราคาที่เคลื่อนไหวสวนทางกันอย่างชัดเจนระหว่างสินค้าเกษตรต้นน้ำและสินค้าโปรตีนปลายน้ำ โดยตลาดพืชไร่ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ขณะที่กลุ่มปศุสัตว์เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุนและการฟื้นตัวของความต้องการบริโภค สถานการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนภาพของตลาดที่กำลังปรับสมดุลใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการเคลื่อนไหวของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก
หนึ่งในสินค้าที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือ “ข้าวไทย” ซึ่งในสัปดาห์นี้เริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัว โดยราคาข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับลดจากกระสอบละ 1,150 บาท ลงมาอยู่ที่ 1,130 บาท ขณะที่ราคาส่งออกแบบเอฟ.โอ.บี. ที่ท่าเรือกรุงเทพฯ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 408 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากเดิมที่เคยอยู่ระดับ 421 ดอลลาร์ต่อตัน การปรับตัวลดลงดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันในตลาดส่งออกที่ยังคงรุนแรง รวมถึงจังหวะการชะลอตัวของคำสั่งซื้อในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงที่หลายประเทศผู้ซื้อยังอยู่ระหว่างรอประเมินทิศทางราคาและปริมาณผลผลิตในตลาดโลก ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคามากขึ้นในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ตลาดธัญพืชโลกยังคงอยู่ในภาวะผันผวน แม้ราคา ข้าวโพด และ กากถั่วเหลือง ในประเทศจะยังทรงตัว โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หน้าไซโลโรงงานอาหารสัตว์อยู่ที่หาบละ 606 บาท และกากถั่วเหลืองนำเข้ายืนราคาที่กิโลกรัมละ 14.95 บาท แต่ความเคลื่อนไหวในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าที่นครชิคาโก หรือ CBOT กลับสะท้อนแรงเก็งกำไรจากปัจจัยพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน โดยราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นได้กระตุ้นความต้องการใช้ธัญพืชในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ ส่งผลให้ราคาสัญญาข้าวโพดและถั่วเหลืองปรับเพิ่มขึ้นในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม แรงหนุนดังกล่าวถูกจำกัดโดยปัจจัยด้านค่าเงินและอุปทานโลก การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐซึ่งได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้กลายเป็นแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของสหรัฐฯ ในเวลาเดียวกัน บราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลกกำลังเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูกาลใหม่ โดยมีการประเมินว่าผลผลิตปีนี้อาจทำสถิติสูงสุด ส่งผลให้ซัพพลายในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ลดการพึ่งพาถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ลงบางส่วน ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัว แม้จะมีแรงกระตุ้นจากตลาดพลังงานก็ตาม
ในฝั่งของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ภาพรวมกลับเริ่มปรากฏสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะราคา สุกร ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติรายงานว่าราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในทุกภูมิภาคปรับเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 4 บาท ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 62 บาทต่อกิโลกรัม การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนความพยายามของตลาดในการปรับราคาขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง หลังจากก่อนหน้านี้ผู้เลี้ยงสุกรต้องเผชิญภาวะราคาต่ำกว่าต้นทุนต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
แนวโน้มเดียวกันยังเกิดขึ้นในตลาดไก่เนื้อ ซึ่งราคาปรับเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 41 บาท มาอยู่ที่ 42 บาทต่อกิโลกรัม การปรับตัวขึ้นดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับสมดุลของปริมาณการผลิตและความต้องการบริโภคที่เริ่มกลับมาสอดคล้องกันมากขึ้น หลังจากตลาดต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนอาหารสัตว์และพลังงานในช่วงก่อนหน้า การขยับขึ้นของราคาไก่เนื้อและสุกรจึงถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อผู้เลี้ยงสัตว์ที่กำลังพยายามฟื้นตัวจากภาวะต้นทุนสูงในช่วงปีที่ผ่านมา
ขณะที่สินค้าบางประเภทอย่าง ปลาป่น และ ไข่ไก่ ยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัว โดยตลาดปลาป่นกำลังรอความชัดเจนเกี่ยวกับโควตาการจับปลาของประเทศเปรู ซึ่งเป็นผู้ผลิตปลาป่นรายใหญ่ของโลก การประกาศโควตาดังกล่าวคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนเมษายน และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาปลาป่นในตลาดโลกช่วงไตรมาสที่สอง ส่วนตลาดไข่ไก่ยังคงมีเสถียรภาพ โดยราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มยังอยู่ที่ประมาณฟองละ 3.20 บาท สะท้อนภาวะสมดุลระหว่างอุปทานและความต้องการบริโภคในประเทศ
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ตลาดสินค้าเกษตรไทยในช่วงต้นเดือนมีนาคมจึงอยู่ในช่วงของการปรับฐานเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าราคาสินค้าโปรตีนจะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่แรงกดดันจากราคาข้าวที่อ่อนตัวและความผันผวนของวัตถุดิบอาหารสัตว์จากปัจจัยสงครามและค่าเงินยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
การวิเคราะห์โครงสร้างราคาสินค้าเกษตรในระยะนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยภายนอกประเทศมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าเงิน พลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรโลก ในระยะต่อไป ความสามารถของภาคเกษตรไทยในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต การรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และการพึ่งพาตลาดบริโภคภายในประเทศ จะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าตลาดสินค้าเกษตรไทยจะสามารถรักษาเสถียรภาพราคาและการเติบโตได้มากเพียงใด ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง
***ภาพประกอบสร้างโดย AI***







