การบุกเข้าตรวจค้นบ้านพักของ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม โดยสนธิกำลัง DSI และ ปปง. ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 อาจเป็นเพียงปฏิบัติการตามกฎหมายปกติ
หากแต่นี่คือ "สัญญาณสงคราม" ในกระดานการเมืองที่แหลมคมที่สุดครั้งหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าพรรคกล้าธรรมกำลังกลายเป็น "เสือลำบาก" ที่ถูกต้อนจนมุม
แน่นอนว่าพรรคกล้าธรรมเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการรวบรวม "อดีตขุนพล" และ "ทุนท้องถิ่น" ที่มีฐานเสียงแน่นปึ้ก
การที่ ปปง. มีมติยึดทรัพย์ 158 ล้านบาท ของชนนพัฒฐ์ (หรือ สจ.นนท์) โดยอ้างเหตุผลว่าคำโต้แย้ง "ไม่มีน้ำหนักพอ" คือการส่งสัญญาณว่า "ท่อน้ำเลี้ยง" และ "ภาพลักษณ์" ของพรรคกำลังถูกทำลาย
กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ "จัดระเบียบ" ขั้วอำนาจใหม่ ก่อนหน้านี้ชื่อของตัวละครอย่าง เบน สมิธ ถูกโยงเข้ามาในสมการ การถูกขุดคุ้ยเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ในจังหวะที่พรรคมีท่าทีแข็งกร้าว และตั้งเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล คือการสั่งสอนให้ “สยบยอม”
ก่อนหน้านี้ กล้าธรรมแสดงบทบาทเป็นฝ่ายรุก ด้วยการดึง สส. และนักการเมืองเกรด A เข้าสังกัด หวังเป็น "ตัวแปรสำคัญ" ในรัฐบาลหน้า
แต่การโดน DSI และ ปปง. ตอกตะปูฝาโลงด้วยคดีค้างเก่าเช่นนี้ ทำให้สภาพพรรคในตอนนี้คือ เสียความชอบธรรม การเป็นพรรคที่ถูกมองว่าโยงใยกับ "ทุนเทา" ทำให้การเจรจาต่อรองทางการเมืองลดฮวบ
ซ้ำอาจเกิดภาวะระแวงภายใน เมื่อ สส. ในพรรคถูกสอย อาจส่งผลในเชิงจิตวิทยาให้ขุนพลคนอื่นเริ่มมองทางหนีทีไล่ เกิดภาวะ "เลือดไหลออก" หรือการนิ่งเพื่อดูทิศทางลม
เมื่อถูกต้อนจนจนมุม ถูกบีบให้กลายเป็นฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์ ตามยุทธศาสตร์ ที่พยายาม "กวาดล้างเสี้ยนหนาม" ก่อนตั้งรัฐบาลใหม่
น่าสนใจว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แห่งพรรคกล้าธรรม เดินหมากพลาดตาเดียว จะทำให้พ่ายแพ้ทั้งกระดานหรือไม่ และจะเอาคืนหรือฟาดกลับอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าสนใจและต้องติดตามยิ่ง
#พรรคกล้าธรรม #เสือลำบาก #นิติสงคราม #ธรรมนัสพรหมเผ่า #กวาดล้างเสี้ยนหนาม #การเมืองไทย2569 #สจนนท์ #DSI








