บทความ บทวิเคราะห์

สงครามอิหร่าน 2026 เสี่ยงภัยพิบัติรังสีนิวเคลียร์ จับตาคำเตือนจากรัสเซีย

แชร์ข่าว

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,097 ราย (5 มี.ค.) เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความสูญเสีย หากยังจุดชนวนความกังวลระดับโลกเกี่ยวกับ "ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์" ท่ามกลางการสู้รบที่กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

รัสเซียเป็นชาติแรกที่ออกแถลงการณ์เตือนถึงความเสี่ยง "ภัยพิบัติทางรังสี" ขณะที่สถานที่นิวเคลียร์หลายแห่งของอิหร่านถูกกล่าวถึงว่าอาจได้รับผลกระทบ ทั้งโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์แห่งเดียวของประเทศ

จุดเสี่ยงสำคัญ: โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร

หนึ่งในจุดที่ถูกจับตามากที่สุดคือ Bushehr Nuclear Power Plant โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์แห่งแรกของอิหร่าน ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซีย ห่างจากกรุงเตหะรานราว 1,200 กิโลเมตร โรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้เตาปฏิกรณ์แบบ VVER-1000 จากรัสเซีย กำลังผลิตประมาณ 1,000 เมกะวัตต์

ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจพลังงานปรมาณูแห่งรัสเซีย (Rosatom) ระบุว่า หากสถานที่แห่งนี้ถูกโจมตี อาจก่อให้เกิด "ภัยพิบัติระดับภูมิภาค" เนื่องจากเตาปฏิกรณ์กำลังเดินเครื่องเต็มกำลังและบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์มากถึง 72 ตัน พร้อมเชื้อเพลิงใช้แล้วอีก 210 ตัน ซึ่งหากระบบหล่อเย็นหรือโครงสร้างป้องกันเสียหาย ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นทันที

และมีรายงานการโจมตีสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ฟอร์โดว์และนาทันซ์ รวมถึงเตาปฏิกรณ์วิจัยในเตหะราน ท่ามกลางความห่วงใยในชะตากรรมของบุคลากรชาวรัสเซีย 639 คนที่ยังคงติดอยู่ในไซต์งาน

นอกจากมิติพลังงาน บูเชห์ร์ยังมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ใกล้เส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลกในอ่าวเปอร์เซีย

โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม: ความเสี่ยงใต้ดิน

อีกจุดสำคัญคือ Natanz Nuclear Facility และโรงงานที่ฟอร์โดว์ ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มความเข้มข้นของยูเรเนียม กระบวนการนี้จำเป็นต่อการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ แต่หากเพิ่มความเข้มข้นสูงมาก ก็สามารถนำไปใช้ทางทหารได้

แม้รายงานล่าสุดจากองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม จะระบุว่าจากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมยังไม่พบความเสียหายต่ออาคารเก็บวัสดุนิวเคลียร์หรือการปล่อยรังสีสู่ภายนอกที่นาทันซ์และอิสฟาฮาน แต่ความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและอาคารเหนือพื้นดินก็เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่อาจละเลย

ภัยร้ายที่ซ่อนเร้นหากเกิดการรั่วไหลไม่ได้มีเพียงรังสีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสารเคมีที่มีพิษสูงในกระบวนการผลิต เช่น ก๊าซยูเรเนียมเฮกซะฟลูออไรด์ (UF₆) ที่สามารถทำลายระบบทางเดินหายใจและผิวอย่างรุนแรง รวมถึงอนุภาคอัลฟาจากไอโซโทปของยูเรเนียมที่หากเข้าสู่ร่างกายจะก่ออันตรายถึงชีวิต

บทเรียนจากประวัติศาสตร์: เชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ

โลกเคยเผชิญภัยพิบัตินิวเคลียร์ระดับสูงสุดมาแล้วสองครั้ง ได้แก่ เหตุระเบิดเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่เชอร์โนบิลในปี 1986 และฟุกุชิมะในปี 2011 ซึ่งถูกจัดความรุนแรงไว้ที่ระดับ 7 แสดงให้เห็นว่าการปนเปื้อนของไอโอดีน-131 และซีเซียม-137 ก่อให้เกิดโรคต่างๆ และส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและจิตใจยาวนาน

นอกจากนี้ยังเกิดการอพยพประชาชนจำนวนมหาศาล และการปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ส่งผลกระทบด้านสุขภาพที่ยืดเยื้อนานหลายทศวรรษ

บทเรียนสำคัญคือ เมื่อระบบหล่อเย็นหรือระบบควบคุมล้มเหลว เชื้อเพลิงนิวเคลียร์อาจร้อนเกินควบคุม และปล่อยสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

มิติทางทหารและกฎหมายระหว่างประเทศ

ประวัติศาสตร์ยังบันทึกกรณีการโจมตีเตาปฏิกรณ์โอซีรักของอิรักในปี 1981 โดยอิสราเอล แม้ไม่ก่อการปนเปื้อนในวงกว้าง แต่ได้จุดชนวนข้อถกเถียงเรื่องความชอบธรรมของการใช้กำลังต่อโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์

กรณีอิหร่านในปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพียงสมรภูมิการเมืองหรือยุทธศาสตร์ หากแต่แตะต้องหลักการอธิปไตยรัฐ ความมั่นคงทางพลังงาน และความปลอดภัยสาธารณะระดับภูมิภาค

ความเสี่ยงต่อมนุษย์: รังสีและผลกระทบระยะยาว

ผลกระทบของกัมมันตภาพรังสีขึ้นอยู่กับปริมาณ ระยะเวลา และเส้นทางการรับสัมผัส รังสีสามารถทำลายดีเอ็นเอ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งไทรอยด์ และโรคอื่น ๆ

นอกเหนือจากผลทางกายภาพ หลายพื้นที่ที่เคยประสบอุบัติเหตุนิวเคลียร์ยังเผชิญภาวะ “radiophobia” หรือความหวาดกลัวรังสีเรื้อรัง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว

หากเกิดเหตุรั่วไหล: หลักปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย

ตามแนวทางของ International Commission on Radiological Protection หากเกิดการรั่วไหลของรังสี หลักพื้นฐานคือ "เข้าไปข้างในและอยู่ข้างใน" ให้รีบเข้าอาคารที่ใกล้ที่สุด ใช้ผนังคอนกรีตหรือห้องใต้ดินเป็นเกราะกำบัง เพื่อลดปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับ

หากสงสัยว่าสัมผัสฝุ่นปนเปื้อน ควรถอดเสื้อผ้าและทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน ๆ ทันที เพื่อลดการปนเปื้อน

วิกฤตครั้งนี้สะท้อนว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ในภาวะสงครามมีความเปราะบางสูง แม้ยังไม่มีรายงานการปล่อยรังสีออกสู่ภายนอก แต่ความเสี่ยงเชิงระบบยังคงอยู่ตราบใดที่ความขัดแย้งดำเนินต่อไป

บทเรียนจากอดีตย้ำว่า เมื่ออุบัติเหตุนิวเคลียร์เกิดขึ้น ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในรั้วประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ส่งแรงสะเทือนไปทั่วภูมิภาคและยาวนานหลายชั่วอายุคน คือเหตุผลที่ความยับยั้งชั่งใจและการคุ้มครองความปลอดภัยทางนิวเคลียร์เป็นประเด็นที่โลกไม่อาจมองข้าม