บทความ บทวิเคราะห์

เจาะสนามผู้ว่าฯ กทม. 69 "มัลลิกา-พี่เต้" ชิงเปิดตัวท้าชน "ชัชชาติ" ท่ามกลางศึกพรรคใหญ่ทวงฐานที่มั่น

แชร์ข่าว

สถานการณ์ทางการเมืองในกรุงเทพมหานครเริ่มขยับเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเข้มข้น !!

แม้ว่าวาระการดำรงตำแหน่งของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน จะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 แต่กระแสการเปิดตัวแคนดิเดตเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยมีไทม์ไลน์คาดการณ์จาก กกต.กทม. ว่าจะมีการประกาศเลือกตั้งในวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เปิดรับสมัครช่วงวันที่ 25-29 พฤษภาคม และเข้าสู่คูหาเลือกตั้งในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569

ฟอร์มของว่าที่ผู้สมัครที่ประกาศตัวอย่างร้อนแรงคือ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังและอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ตัดสินใจลงสมัครในนามอิสระภายใต้ "กลุ่มเพื่อนมัลลิกา" โดยชูประสบการณ์จากการทำงานเป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีถึง 3 กระทรวง ทั้งวัฒนธรรม, ไอซีที และพาณิชย์ รวมถึงเคยเป็นโปรเจกต์แมเนเจอร์ในการเลือกตั้งให้สมัยอดีตผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ บริพัตร

ดร.มัลลิกาวางยุทธศาสตร์ "Human Innovation" เพื่อยกระดับคนกรุงเทพฯ ให้เท่าทันโลก โดยมีนโยบายเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ผ่านการจัดระเบียบการก่อสร้างที่เข้มงวด โดยมองว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญในยุคนายชัชชาติ นอกจากนี้ยังนำเสนอแนวคิด "เศรษฐกิจยุคแพลตฟอร์ม" โดยการสร้างแพลตฟอร์มใหญ่เพื่อสนับสนุน SME มุ่งเน้นการนำโมเดลความสำเร็จในอดีตอย่าง "การประสานแหล่งทุน (จับคู่กู้เงิน)" มาปรับใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในระดับชุมชน กทม. ก่อนขยายไประดับจังหวัดและระดับประเทศ ในเชิงกลยุทธ์ ดร.มัลลิกาตั้งเป้าดึงฐานเสียงกว่า 3 ล้านคนที่ไม่เลือกพรรคสีส้มในการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา ให้กลับมาเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเมือง

ทางด้าน มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ พี่เต้ อดีตเลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ ที่กำลังขับเคลื่อนการจดจัดตั้ง "พรรคก้าวล้ำ" แม้เจ้าตัวจะระบุถึงเงื่อนไขหลักเกณฑ์ผู้สมัครที่อาจทำให้ไม่ได้ลงสมัครด้วยตนเอง แต่ได้วางบทบาทเป็น "ผู้สร้างทีม" และ "เจ้าของนโยบาย" โดยเปิดตัวทีม "กรุงเทพบินได้" พร้อมนโยบายชูนวัตกรรมเชิงอนาคตอย่าง "รถยนต์และมอเตอร์ไซค์บินได้ (eVTOL)" ภายใน 4 ปี เพื่อแก้ปัญหาจราจรและฝุ่นมลพิษ

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งการทำให้คลองแสนแสบดื่มได้ภายใน 1 ปี (ในระยะพื้นที่นำร่อง) การยกระดับสวัสดิการบุคลากร กทม. เช่น การส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย ไปจนถึงสวัสดิการด้านความงามและสุขภาวะทางเพศ รวมถึงนโยบายอุดหนุนเพื่อกระตุ้นการมีบุตร นายมงคลกิตติ์ยืนยันว่านโยบายเหล่านี้ทำได้จริง โดยเสนอโมเดลลดงบประมาณที่รั่วไหลจากการคอร์รัปชันใน กทม. ลง 30% ซึ่งจะทำให้มีเงินกลับมาพัฒนาเมืองได้ถึงปีละกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เจ้าของตำแหน่งคนปัจจุบันที่เคยชนะด้วยคะแนนประวัติศาสตร์ 1,386,215 คะแนน ยังคงสงวนท่าทีในการตัดสินใจลงต่อสมัยที่ 2 โดยระบุว่าจะรอจนถึงวันสุดท้ายที่หมดวาระ ปัจจุบันนายชัชชาติเน้นการตกผลึกนโยบายสำหรับ 4 ปีข้างหน้า โดยมองว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก หากกรุงเทพฯ ปรับตัวไม่ทันจะเสียโอกาส

แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องผลงาน แต่ชัชชาติเลือกที่จะไม่ชี้แจงโต้ตอบโดยตรง เน้นให้ประชาชนพิจารณาจากข้อเท็จจริง เช่น ระบบ Traffy Fondue ที่แก้ไขปัญหาไปแล้วกว่า 80% จากเรื่องร้องเรียนกว่า 1.2 ล้านเรื่อง และความโปร่งใสที่ไม่มีเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตของตนเอง อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ของนายชัชชาติคือการทำงานที่ไร้ฐานเสียงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในมือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาหากจะก้าวต่อในนามอิสระอีกครั้ง

ในส่วนของพรรคการเมืองอื่น ๆ พรรคประชาชน ซึ่งกวาด สส.กทม. ไปถึง 33 เขตในการเลือกตั้งใหญ่ ยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แน่นอน โดยมีคุณสมบัติ "กล้าชนรัฐส่วนกลางเพื่อการเปลี่ยนแปลง" แม้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จะยืนยันไม่ลงสมัครในรอบนี้ แต่ทางพรรคกำลังพิจารณาแคนดิเดตที่เหมาะสมที่สุด ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ มีกระแสข่าวแรงว่าจะส่ง กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคและมือเศรษฐกิจลงทวงคืนฐานเสียง

ด้าน พรรคเพื่อไทย คาดว่าจะส่ง "คนใน" ลงสู้ศึกเพื่อสร้างผลงานในเมืองหลวงอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีชื่อของ "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ที่เคยเปรยว่าสนใจงาน กทม. และ ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล อดีต สก.บางพลัด ที่เปิดตัวไปก่อนหน้าภายใต้แนวคิด "กรุงเทพฯ ต้อง Move on" ก้าวออกจากปัญหาเดิมๆ

การเลือกตั้งปี 2569 นี้ จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเชิงนโยบายพื้นฐานอย่าง น้ำท่วม-รถติด-ขยะ ที่เป็นปัญหาอมตะของเมืองหลวง แต่จะเป็นการพิสูจน์วิสัยทัศน์ระหว่าง "นวัตกรรมเชิงโครงสร้าง" ของทีมชัชชาติ "การบูรณาการข้ามรุ่น" ของดร.มัลลิกา และ "นโยบายล้ำสมัย" ของนายมงคลกิตติ์ ท่ามกลางงบประมาณ กทม. ปี 2569 ที่สูงถึง 9.27 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นขุมพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครไปสู่ศตวรรษใหม่