ค่ายสีแดง อย่าง “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้ ใช้ค่ายกลใดในการต่อสู้สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ มากนักเมื่อเทียบกับ “พรรคสีน้ำเงิน” คือ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มาพร้อมกับ “เดิมพัน” สำคัญ นั่นคือการขึ้นมาทำหน้าที่ตัวแทน “อนุรักษ์นิยมใหม่”
พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้สู้เพื่อ “ชนะ” การเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 เท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ยังต้องสู้เพื่อให้ได้เป็น “พรรคแกนนำรัฐบาล” มาตั้งแต่แรก ก่อนลงสนามด้วยซ้ำ
สำหรับพรรคเพื่อไทยแล้ว ต้องยอมรับว่า ในความพ่ายแพ้ที่ต้องกลายเป็น “พรรคต่ำร้อย” กวาดสส.เข้าสภาฯ มาได้ 74 ที่นั่ง แต่กลับได้รับ โบนัสก้อนโต ทั้งการได้เข้าร่วมรัฐบาลเป็นพรรคแรก ล่าสุด สมาชิกพรรคยังได้รับข่าวดี คือการกลับมาของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ผู้นำทางจิตวิญญาณ ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ จากการได้พักโทษ
เท่ากับว่าเมื่อเทียบความเหน็ดเหนื่อยกันแล้วระหว่างพรรคเพื่อไทย 74 เสียง กับ พรรคกล้าธรรม ของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคฯ ซึ่งสามารถทำตัวเลขสส.เพิ่มขึ้นชนิด “ก้าวกระโดด” เกือบเท่าตัว โดยได้สส. 58 ที่นั่ง
แต่จนถึงวันนี้ กลับไม่มีสัญญาณว่าพรรคกล้าธรรม จะได้รับเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2/1” แต่อย่างใด !
สภานการณ์ของพรรคเพื่อไทย น่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างราบรื่น เพราะแม้จะ “แพ้ศึก” แต่ได้รับรางวัลใหญ่ ทั้งการได้เป็นรัฐบาลและทักษิณ จะได้รับอิสรภาพแล้ว
แต่ปรากฏว่า คลื่นใต้น้ำ ที่เคยสงบเงียบ กลับเริ่มออกฤทธิ์ !!
เมื่อมีรายงานข่าว พุ่งเป้าไปที่ “2 ส.” ทั้ง ส.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้งของพรรค และ ส.สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค ว่า เป็น 2 ชื่อ ที่ถูก “ตีกลับ” โดยพรรคภูมิใจไทย
จนทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ต้องส่งสัญญาณว่า ยังไม่มีอะไร
ขณะที่ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ยืนยันกับสื่อว่า จะตีกลับชื่อได้อย่างไร ในเมื่อพรรคเพื่อไทย ยังไม่ได้ส่งรายชื่อไปด้วยซ้ำ แต่ย้ำว่าบุคลากรของพรรค มีคุณภาพ และพร้อมทำงานทุกคน
สิ่งที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะไม่เกินไปจากความคาดหมาย ว่า งานนี้ เป็นปัญหา “ภายใน” ล้วน ๆ จากบางกลุ่มในพรรคเพื่อไทยที่ ไม่ได้อยู่สังกัด “ 2 ส.”
ความไม่พอใจที่สส.ในพรรคเพื่อไทย มีต่อ 2 ส.นั้นความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เมื่อคราวที่ “แพทองธาร ชินวัตร” ต้องพ้นจากเก้าอี้นายกฯ และต่อมายังต้องลุกออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความสุ่มเสี่ยงในข้อกฎหมาย
เมื่อเก้าอี้หัวหน้าพรรคว่างลง เกิดความระส่ำระสายตามมา ว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ และขณะเดียวกัน ยังมีข่าวลือว่า สุริยะ เตรียมจะขนสส.ออกจากพรรค บ้างก็ว่าเป็นสุริยะที่เตรียมจะเซ้งพรรค หาก ทักษิณ ไม่ทำการเมืองต่อ
ทำให้สุริยะ ต้องออกมายืนยันว่าเขาเองก็เป็นคนร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มากับทักษิณ และไม่มีความคิดที่จะขนคนออกจากพรรค ด้วยซ้ำ
กระแสต่อต้านสุริยะ และสมศักดิ์ ภายในพรรค มีขึ้นเป็นระยะๆ หลังจากที่ทั้งคู่ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ แล้วกลับมาที่เพื่อไทย ในราวเดือนมี.ค.2566
สมาชิกพรรคฝั่งที่หนุน 2 ส. เอง มองว่าทั้งคู่สมควรได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี อยู่แล้ว เพราะ “ดูแล” เรื่องการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ แต่สำหรับฝั่งที่ต่อต้าน ย่อมมองต่างออกไป เพราะอย่าลืมว่า ในโควตา กลุ่ม 2 ส.ได้เก้าอี้ ระดับ “ว่าการฯ” ทั้งคู่ไปครอง ส่วนเก้าอี้ที่เหลือตามโควตาที่พรรคได้รับต้องมาเกลี่ยกันใหม่
และการเกลี่ยเก้าอี้รัฐมนตรี นั้นยังต้องเจอกับโจทย์ที่ว่า บางส่วนต้องกันเอาไว้ให้กับ “กลุ่มเพื่อนอิ๊งค์” ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งที่ปะทุผ่าน “สงครามข่าว” ภายในพรรคเพื่อไทยนี้ อาจกระเพื่อมในห้วงที่การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ยังไม่ลงตัว แต่หากปัญหายังไม่จบ คงต้องรอให้ “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ออกมาเคลียร์ใจกันอีกรอบ หลังวันที่ 11 พ.ค.นี้ !







