บทความ บทวิเคราะห์

หักมุมตั้งรัฐบาล 2569 เบื้องลึกเกมอำนาจของเนวิน ผนึก”เพื่อไทย”เขี่ยกล้าธรรมพ้นสมการ

แชร์ข่าว

หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภูมิใจไทยกุมความได้เปรียบทางเสียงอย่างชัดเจน แต่หมากที่สะเทือนการเมืองยิ่งกว่าผลคะแนน คือการตัดสินใจ ที่มีแนวโน้มเลือกหันไปจับมือกับเพื่อไทย แทนการเดินเกมร่วมกับกล้าธรรม ตามที่หลายฝ่ายเคยคาดหมายไว้

เมื่อสมการอำนาจได้ถูกเขียนใหม่อีกครั้ง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ใครชนะเลือกตั้ง หากคือใครถูกเลือกให้อยู่ในวงอำนาจ และใครถูกกันออกจากโต๊ะเจรจาในเกมละเอียดครั้งนี้

เบื้องหลังชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเงาของ เนวิน ชิดชอบ ผู้ถูกเรียกว่า “ครูใหญ่ภูมิใจไทย” วางหมากอย่างละเอียดรอบคอบ เกมหลังเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงการจัดสรรตำแหน่ง หากคือการคำนวณเสถียรภาพ การควบคุมสมดุลภายใน และการปิดจุดเสี่ยงที่อาจย้อนกลับมาทำร้ายผู้ชนะเอง

ภาพความขัดแย้งระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยในรัฐบาลของ แพทองธาร ชินวัตร ยังเป็นความทรงจำทางการเมืองที่ไม่จางหาย ความไม่ลงรอยในเชิงอำนาจเคยนำไปสู่การแยกทาง และกลายเป็นรอยร้าวที่หลายคนเชื่อว่ายากประสานในเร็ววัน

แต่การเมืองคือศิลปะแห่งความเป็นไปได้ เมื่อบริบทเปลี่ยน สมการเดิมย่อมถูกเขียนใหม่ได้เสมอ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นจากตำแหน่ง เกมอำนาจถูกรีเซ็ต พรรคต่าง ๆ ต้องเลือกข้างใหม่ภายใต้เงื่อนไขใหม่

ในจังหวะนั้น พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ขยับบทบาทจากแนวร่วมเดิมของเพื่อไทย แปรเปลี่ยนมาสนับสนุนภูมิใจไทย นำมาสู่การประเมินว่าหลังเลือกตั้ง 2569 สองพรรคนี้จะจับมือกันอย่างแน่นอน ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวดูสอดคล้องกับสูตรการเมืองแบบรวบเสียงให้ได้มากที่สุดโดยเร็วที่สุด

แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกลับหักมุม ภูมิใจไทยเลือกเปิดโต๊ะเจรจากับเพื่อไทย แทนที่จะเดินหน้าผนึกกำลังกับกล้าธรรมตามที่หลายฝ่ายคาดหมาย และนี่ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ หากคือการตัดสินใจที่ผ่านการประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนทางการเมืองอย่างถี่ถ้วน

เหตุผลสำคัญประการแรก คือความคุ้นเคย แม้เพื่อไทยเคยเป็นคู่ขัดแย้ง แต่โครงสร้างพรรค วิธีคิด และรูปแบบการต่อรอง เป็นสิ่งที่ภูมิใจไทยเข้าใจดี การร่วมงานกับคู่แข่งที่อ่านทางออก ย่อมแตกต่างจากการพึ่งพาพันธมิตรที่เคลื่อนไหวเร็วและพลิกเกมได้ทุกเมื่อ ความคุ้นเคยจึงกลายเป็นต้นทุนทางเสถียรภาพ

ประการต่อมา คือการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว การปล่อยให้เพื่อไทยไปยืนเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว อาจเปิดพื้นที่ให้เกิดการรวมศูนย์แรงต้านในสภาอย่างแข็งแรง ตรงกันข้าม หากดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ย่อมลดแรงปะทะโดยตรง และทำให้เกมตรวจสอบกระจายตัวมากขึ้น นี่คือการดึงคู่แข่งเข้ามาอยู่ในสมการเดียวกัน แทนที่จะปล่อยให้สร้างสมการคู่ขนาน

ขณะที่พรรคกล้าธรรม แม้มีบทบาทสำคัญในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่ภาพลักษณ์ทางการเมืองที่เคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนได้รวดเร็ว ก็สร้างคำถามเรื่องความแน่นอนในระยะยาว สำหรับผู้จัดตั้งรัฐบาล ความคล่องตัวของพรรคกล้าธรรมที่มากเกินไปอาจแปลความได้สองทาง คือความสามารถ หรือความยากจะคาดเดา และในเกมที่เดิมพันด้วยเสถียรภาพ การคาดเดาได้มักมีค่ามากกว่าความหวือหวา

การเลือก “ศัตรูที่คุ้นเคย” จึงเป็นยุทธศาสตร์มากกว่าความย้อนแย้ง มันสะท้อนการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนบุคคล และอาจเป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เส้นแบ่งระหว่างมิตรกับศัตรูไม่ได้ตายตัว หากขึ้นอยู่กับบริบทและเงื่อนไขของอำนาจในแต่ละช่วงเวลา

หากดีลการจัดตั้งรัฐบาล 2569 เดินไปตามทิศทางกระแสข่าวที่เป็นอยู่ พรรคกล้าธรรมมีแนวโน้มสูงที่จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้าน ภาพดังกล่าวจะทำให้ฝ่ายค้านกระจายตัว ไม่รวมศูนย์อำนาจ และลดโอกาสเกิดแรงกดดันหนักหน่วงในระยะสั้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลผสมระหว่างสองพรรคใหญ่คือภูมิใจไทย และเพื่อไทยก็จะเป็นการรวมฐานคะแนนจากหลายภูมิภาค สร้างภาพความครอบคลุมทางการเมืองที่กว้างกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม สมการนี้ไม่ได้ไร้ความเสี่ยง การร่วมงานของสองพรรคที่มีประวัติขัดแย้ง ต้องอาศัยความระมัดระวังสูง และการจัดการสมดุลภายในที่ละเอียดอ่อน หากความไม่ไว้วางใจเดิมถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง เสถียรภาพที่วางไว้ก็อาจสั่นคลอนได้ในทันที

สุดท้ายแล้ว เกมหลังเลือกตั้ง 2569 คือบทพิสูจน์ว่าการเมืองไทยยังคงเป็นพื้นที่ของการคำนวณที่ซับซ้อน ชัยชนะในคูหาเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การจัดวางพันธมิตรต่างหากคือบททดสอบแท้จริง และในเกมนี้ ผู้ที่เดินหมากอย่างเงียบ ๆ อาจกำหนดทิศทางประเทศได้มากกว่าผู้ที่ประกาศจุดยืนเสียงดัง

“เนวินงานละเอียด” จึงเป็นคำอธิบายสภาวะการเมืองที่ผู้ชนะเลือกความแน่นอนเหนือความเร้าใจ เลือกสมการที่คุมความเสี่ยงได้ มากกว่าสูตรที่อาจพลิกผันในวันหน้า และในสนามการเมืองไทย ความละเอียดบางครั้งมีค่ามากกว่าความกล้าเสมอ