บทความ บทวิเคราะห์

หักมุมตั้งรัฐบาล 2569 เบื้องลึกเกมอำนาจของเนวิน ผนึก”เพื่อไทย”เขี่ยกล้าธรรมพ้นสมการ

แชร์ข่าว

กระแสข่าวการจัดโผคณะรัฐมนตรีรอบล่าสุด ไม่ได้เป็นเพียงเสียงซุบซิบในทำเนียบรัฐบาล หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่สะท้อน “ศึกใน” ของพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน เมื่อมีการปล่อยชื่อ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าจะได้นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงที่ถูกมองว่าเล็ก งบประมาณจำกัด และยากจะสร้างผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรมในระยะสั้น โดยเฉพาะสำหรับนักการเมืองที่ถูกคาดหวังว่าจะต้อง “แจ้งเกิด” ทางการเมืองอย่างรวดเร็ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ยศชนันจะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ แต่คือเหตุใดจึงต้องเป็นกระทรวงนี้ และใครได้ประโยชน์จากการปล่อยข่าวดังกล่าว

อว. เป็นกระทรวงเชิงนโยบายระยะยาว งานวิจัย นวัตกรรม และการอุดมศึกษา ไม่ใช่พื้นที่ของนโยบายประชานิยมที่สร้างคะแนนนิยมได้ฉับพลันเหมือนเกษตร คมนาคม หรือมหาดไทย การผลักดันผลงานต้องใช้เวลา ต้องอาศัยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยทั่วประเทศ จึงไม่ใช่เวทีที่นักการเมืองจะโชว์ผลงานภายในไม่กี่เดือน หากมองในมุมนี้ การวางยศชนันไว้ที่ อว. จึงอาจถูกตีความได้สองทาง ทางแรกคือการ “ดันขึ้น” ให้มีตำแหน่งรัฐมนตรีในนามสายชินวัตร แต่อีกทางหนึ่งคือการ “กันออก” จากกระทรวงใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองและศักยภาพทางการเมืองสูงกว่า

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือหนาหูว่า มีสัญญาณจากเรือนจำคลองเปรมให้พรรคเพื่อไทยพยายามดีลกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อขอเก้าอี้กระทรวงศึกษาธิการให้ยศชนันเข้าไปขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการศึกษา หากดีลดังกล่าวเกิดขึ้นจริง นั่นคือเวทีใหญ่ที่สามารถสร้างผลงานและต่อยอดคะแนนนิยมได้โดยตรง เพราะกระทรวงศึกษาธิการมีงบประมาณสูง โครงสร้างบุคลากรกว้าง และโยงกับประชาชนแทบทุกครัวเรือน

แต่เมื่อดีลนั้นไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม กระแสข่าว “โยกไป อว.” จึงถูกมองว่าเป็นการลดแรงปะทะกับภูมิใจไทย ขณะเดียวกันก็สะท้อนแรงเสียดทานภายในเพื่อไทยเอง บางสายตาตั้งข้อสังเกตว่า นี่อาจเป็นความพยายามตีกันคนสายชินวัตรไม่ให้เติบโตเร็วเกินไป

ความร้อนแรงไม่ได้หยุดแค่ชื่อยศชนัน เมื่อมีข่าวอีกระลอกว่าบุคคลสำคัญในโควตาเพื่อไทยอย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน และ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ถูกพรรคภูมิใจไทยปัดตกจากบางตำแหน่งสำคัญ สุริยะในฐานะเถ้าแก่ใหญ่ของพรรค ถูกวางชื่อเป็นรองนายกรัฐมนตรีควบกระทรวงเกรดเออย่างเกษตร สมศักดิ์ถูกจับตาที่แรงงาน ส่วนประเสริฐเคยมีบทบาทในกระทรวงสำคัญด้านดิจิทัล แต่ทันทีที่ข่าว “ปัดตก” ถูกเผยแพร่ พรรคภูมิใจไทยต้องรีบออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

ตรงนี้เองที่เกมการเมืองเผยให้เห็นชั้นเชิงอันซับซ้อน เพราะโผ ครม. ไม่เคยเป็นเพียงรายชื่อ หากเป็นอาวุธต่อรอง การปล่อยชื่อบุคคลหนึ่งขึ้นมา อาจมีเป้าหมายหลายชั้น ทั้งการสร้างแรงกดดันให้พรรคร่วม การทดสอบกระแสสังคม การส่งสัญญาณภายในพรรค หรือแม้แต่การกันบางคนออกจากตำแหน่งจริง ในประสบการณ์การเมืองกว่าสองทศวรรษ สิ่งที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ข่าวที่ดังที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงที่สุด แต่มักเป็นข่าวที่มีประโยชน์ทางการเมืองมากที่สุด

การปล่อยชื่อยศชนันไปที่ อว. อาจเป็นการหยั่งเชิงกระแสตอบรับ ขณะเดียวกันการปล่อยข่าวว่าสุริยะ–สมศักดิ์–ประเสริฐถูกปัดตก อาจเป็นการโยนแรงกดดันไปยังภูมิใจไทย แต่เมื่อภูมิใจไทยออกมาปฏิเสธ เกมจึงย้อนกลับมาที่เพื่อไทยทันที เพราะข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโควตารัฐมนตรี มักอยู่ในวงจำกัด คนที่เข้าถึงได้จึงย่อมเป็นคนวงใน

หลักการเมืองง่ายๆ คือ คนที่ปล่อยข่าว ย่อมหวังผล หากข่าวทำให้บางคนดูอ่อนแรง คนที่ได้ประโยชน์คือคู่แข่ง หากข่าวทำให้บางคนดูมีบารมีสูงขึ้น คนที่ได้ประโยชน์คือเจ้าตัว และหากข่าวทำให้พรรคร่วมถูกกดดัน คนที่ได้ประโยชน์คือฝ่ายต่อรอง เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ปล่อยข่าวอาจอยู่ในพรรคเพื่อไทยเอง และอาจเป็นเกมช่วงชิงอำนาจภายในมากกว่าการปะทะกับพรรคร่วม

ในอีกมิติหนึ่ง สถานะของ “สายชินวัตร” ภายในพรรคกำลังถูกจับตา หากยศชนันถูกวางไว้ที่กระทรวงเล็กจริง นั่นย่อมสะท้อนน้ำหนักอำนาจที่ต้องต่อรองใหม่ แต่หากสุดท้ายได้กระทรวงใหญ่ ข่าว อว. ก็อาจเป็นเพียงหมากลวงที่ใช้เบี่ยงกระแส การเมืองไทยเต็มไปด้วยหมากซ้อนหมาก และทุกข่าวย่อมมีเป้าประสงค์มากกว่าที่ปรากฏบนหน้ากระดาษ

ท้ายที่สุด เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดเก้าอี้รัฐมนตรี แต่คือการจัดวางสมดุลอำนาจภายในพรรคเพื่อไทย และการทดสอบเสถียรภาพของรัฐบาลผสม ข่าวโผ ครม. รอบนี้อาจเป็นเพียงฉากหนึ่งของเกมยาวที่ยังไม่จบ และคำถามที่ยังลอยอยู่กลางอากาศคือ ใครกันแน่ที่ยืนอยู่หลังฉากการปล่อยข่าว และกำลังเดินหมากอยู่เงียบๆ ในเกมอำนาจครั้งนี้