บทความ บทวิเคราะห์

เปิด 7 ความเชื่อ “แสงเหนือ” จากลางร้ายสู่แสงแห่งปาฏิหาริย์

แชร์ข่าว

ในช่วงที่ผ่านมา “แสงเหนือ” หรือ ออโรรา (Aurora) ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะปรากฏการณ์ธรรมชาติอันตระการตา เป็นแสงเรืองรองบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มักปรากฏใกล้บริเวณขั้วโลก หากเกิดในซีกโลกเหนือเรียกว่า Aurora Borealis หรือ “แสงเหนือ” ส่วนซีกโลกใต้คือ Aurora Australis และบางครั้งใช้คำว่า Aurora Polaris เรียกรวมทั้งสองปรากฏการณ์

ชื่อ “Aurora Borealis” มีรากจากภาษาละติน แปลว่า “รุ่งอรุณสีแดงแห่งทิศเหนือ” โดยผู้ตั้งชื่อคือ Galileo Galilei นักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17

แม้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จะชัดเจนว่าเป็นผลจากอนุภาคสุริยะปะทะชั้นบรรยากาศโลก แต่ในสายตาของผู้คนเมื่อหลายร้อยปีก่อน แสงพริ้วไหวบนฟากฟ้านั้นไม่ใช่แค่ “ปรากฏการณ์” .. หากคือ “สัญญาณจากสวรรค์”

นี่คือ 7 ความเชื่อเกี่ยวกับแสงเหนือ ที่ทั้งลึกลับ งดงาม และชวนขนลุก

1. ประกายโล่แห่งวาลคีรี – เกียรติยศของนักรบ (ตำนานนอร์ส)

ในตำนานชาวไวกิ้ง แสงเหนือคือประกายสะท้อนจากโล่และชุดเกราะของเหล่า “วาลคีรี” นักรบหญิงผู้รับใช้มหาเทพ Odin ซึ่งจะนำดวงวิญญาณนักรบผู้กล้าไปยัง Valhalla ริ้วแสงบนฟ้าจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากคือเกียรติยศสุดท้ายของผู้กล้า

2. ระบำวิญญาณบนฟากฟ้า (ความเชื่ออินูอิต)

ชาวอินูอิตในแถบอาร์กติกเชื่อว่าแสงเหนือคือดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่กำลังเต้นรำ บางตำนานเล่าว่าเหล่าวิญญาณกำลังเล่นสนุกกันบนท้องฟ้า สะท้อนความเชื่อว่าโลกหลังความตายยังเต็มไปด้วยชีวิตและความผูกพัน

3. จิ้งจอกหิมะผู้ร่ายไฟ (ตำนานฟินแลนด์)

ในภาษาฟินแลนด์ แสงเหนือเรียกว่า “Revontulet” หรือ “ไฟสุนัขจิ้งจอก” ตำนานเล่าว่า สุนัขจิ้งจอกหิมะวิ่งผ่านทุ่งน้ำแข็งจนหางสะบัดกระทบหิมะ เกิดประกายไฟลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นริ้วแสงสีเขียว ม่วง แดง

4. เลือดบนท้องฟ้า – ลางร้ายแห่งสงคราม (ยุโรปยุคกลาง)

ในยุโรปยุคกลาง เมื่อแสงเหนือปรากฏเป็นสีแดงฉาน ผู้คนเชื่อว่านั่นคือ “เลือดบนฟากฟ้า” เป็นลางบอกเหตุสงคราม โรคระบาด หรือหายนะใหญ่ ความหวาดกลัวจึงปะปนอยู่กับศรัทธาในพระเจ้า

5. เสียงต้องห้ามของชาวซามี

ชนพื้นเมืองซามีในแถบแลปแลนด์เชื่อว่าแสงเหนือมีพลังศักดิ์สิทธิ์ ห้ามผิวปากหรือส่งเสียงทักทาย เพราะอาจเป็นการเรียกวิญญาณบนฟ้าให้ลงมา ความเงียบจึงคือการแสดงความเคารพต่อจักรวาล

6. ปาฏิหาริย์แห่งชีวิตใหม่ (ความเชื่อร่วมสมัย)

เกิดความเชื่อร่วมสมัยในญี่ปุ่นว่า หากคู่รักได้ชมแสงเหนือด้วยกัน หรือมีลูกภายใต้แสงนี้ เด็กจะเกิดมาฉลาด แข็งแรง และมีโชค เมืองหนาวในแถบอาร์กติกจึงกลายเป็นหมุดหมายของคู่รักที่อยากสัมผัส “แสงแห่งความหวัง”

7. จากลางร้ายสู่สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่

ในโลกยุคโซเชียล แสงเหนือกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมหัศจรรย์และการเริ่มต้นใหม่ ผู้คนเดินทางข้ามทวีปเพียงเพื่อยืนเงียบๆ ใต้ผืนฟ้าเรืองรองนั้นสักครั้ง

จาก “ลางร้าย” ในอดีต สู่ “แรงบันดาลใจ” ในปัจจุบัน แสงเหนือจึงไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์บนฟ้า หากเป็นกระจกสะท้อนความเชื่อ ความหวัง และจินตนาการของมนุษย์ในทุกยุคสมัย.