บทความ บทวิเคราะห์

ศาลฎีกาเหยียบเบรก มาตรการภาษีของทรัมป์

แชร์ข่าว

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย 

เมื่อใดก็ตามที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คนใดก็ตาม เกิดก้าวข้ามขีดจำกัดปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขตรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เมื่อนั้นนั่นแหละที่ประธานาธิบดีคนนั้นจะต้องเผชิญหน้ากับศาลรัฐธรรมนูญ 

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมานี้ ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้วินิจฉัยการกำหนดภาษีขาเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “ให้เป็นโมฆะ” โดยศาลฎีกามีมติ 6:3 ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะมาตรการของเขามิได้รับอำนาจผ่านจากสภาคองเกรส นับว่าเป็นความพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่เกี่ยวกับประเด็นแผนเศรษฐกิจของเขาเลยทีเดียว!!! 

จากข้อมูลของ “US Customs and Border Protection” เปิดเผยว่า ภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากนานาประเทศมาแล้วมีมากกว่า 200 พันล้านดอลลาร์ และจากการให้สัมภาษณ์สดภายหลังจากที่คำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ ออกมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาแถลงในทำนองที่ว่า ตนจะเก็บภาษีใหม่จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 10% แต่ต่อมาไม่นานเขากลับเปลี่ยนท่าทีใหม่โดยบอกว่า จะเก็บภาษี 15% และยังได้กล่าวท้าทายต่อไปอีกว่า “ข้าพเจ้าจะทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ” 

ดูเหมือนว่าการวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ ด้วยมติ 6:3 สร้างความโกรธแค้นให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างรุนแรง เท่ากับว่าการที่เขาออกมาให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้เป็นการแสดงความท้าทาย โดยมิได้รู้สึกเกรงกลัวต่อคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเลยแม้แต่น้อย ที่ผ่านมาการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเข้าสู่สหรัฐฯ จากประเทศต่างๆ นั้น สร้างความเดือดร้อนไปเกือบจะทั่วทุกมุมโลก และยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวอเมริกันมากมายมหาศาล เนื่องมาจากมาตรการเรียกเก็บภาษี มีผลให้ราคาสินค้าในตลาดเพิ่มสูงขึ้น และเป็นการแบกรับภาระให้กับชาวอเมริกันอย่างแสนสาหัส นอกจากนั้นยังสร้างความกระทบกระเทือนต่อภาพพจน์อันดีของสหรัฐฯ โดยตรงอีกด้วย!!! 

ทั้งนี้ “ประธานศาลฎีกาจอห์น โรเบิร์ตส์” ได้ออกมากล่าวอธิบาย โดยระบุว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์กำหนดภาษีศุลกากรแต่เพียงฝ่ายเดียว ที่ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องมาจากมาตรการเยี่ยงนี้ จะต้องเป็นอำนาจที่มาจากรัฐสภา ตามความเห็นชอบของประธานศาลฎีกาเท่านั้น” 

ดูเหมือนว่า ที่ผ่านๆ มาการเปลี่ยนจุดยืนอะไรต่อมิอะไรของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่มีอะไรเป็นเรื่องที่มั่นคงและแน่นอน แถมยังมิเกิดประโยชน์ต่อประธานาธิบดีทรัมป์แต่อย่างใดเลย เท่ากับว่านโยบายที่ผ่านๆ มาของเขามิมีความมั่นคง เปรียบเสมือนไม้หลักที่ดันไปปักบนกองขี้เลน และค่อนข้างจะแน่นอนว่า ศาลฎีกาคงจะไม่ยอมและอาจจะเข้าไปท้าทายต่อนโยบายใหม่ๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์อีกก็เป็นไปได้ 

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าขณะนี้ ความคิดเห็นของชาวอเมริกันโดยทั่วไปมิได้เปลี่ยนแปลง ดังจะเห็นได้จากการหยั่งเสียงของสามสื่อยักษ์ใหญ่ อันได้แก่ “หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์” ที่จับมือทำงานร่วมกับ “สถานีโทรทัศน์ช่องเอบีซี” และยังมี “สำนักหยั่งเสียง IPSOS” ที่ได้ออกมาเปิดเผยว่า ชาวอเมริกันพอใจอยู่ที่ 39% และที่ไม่เห็นด้วยอยู่ที่ 60% (ข้อมูลจาก: หนังสือพิมพ์ Washington Post เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2026 ในหัวข้อ “60% disapproval of Trump ahead of State of the Union, Post-ABC-Ipsos poll finds”) ส่วนการรายงานของ “สำนักหยั่งเสียง Pew” ซึ่งเป็นสำนักหยั่งเสียงที่วางตัวเป็นกลาง มิฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาโดยตลอด ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวอเมริกันมีความพึงพอใจต่อการบริหารประเทศในสมัยที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์ อยู่ที่ 37% และที่ไม่พอใจมีอยู่ที่ 60% (ข้อมูลที่มาจาก: Pew Research Center: “Confidence in Trump Dips, and Fewer Now Say They Support His Policies and Plans” เมื่อวันที่ 29 January 2026) 

ส่วนท่าทีของสภาคองเกรสเกี่ยวกับการวินิจฉัยของศาลฎีกา เกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการขึ้นภาษีขาเข้านั้น นักการเมืองของค่ายพรรครีพับลิกันต่างรู้สึกโล่งใจ โดย “วุฒิสมาชิกมิตช์ แมคคอนเนลล์” ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำของพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “การที่ศาลฎีกามีมติให้มาตรการของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นโมฆะนั้น ถือเป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า นโยบายการค้าเป็นเรื่องของสภาคองเกรส" (ข้อมูลที่มาจาก: The Hill: Republicans breathe sigh of relief as Supreme Court axes Trump tariffs: February 21, 2026) 

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นปัญหาเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ในครั้งนี้ มองๆ ไปแล้วคงจะไม่จบลงง่ายๆ โดยเขาคงจะออกมาประกาศอธิบายเพิ่มเติม ในวาระการกล่าวคำปราศรัยประจำปีที่จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 นี้ ส่วนคำอธิบายของเขาจะคลี่คลายข้อข้องใจให้แก่ชาวอเมริกันได้มากน้อยเท่าไหร่นั้นคงจะต้องจับตาดูกันต่อไป แต่จากการหยั่งเสียงของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ล่าสุดนี้ได้ออกมาเปิดเผยว่า ชาวอเมริกันถึง 64% ไม่พึงพอใจต่อนโยบายเก็บภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่รายงานนี้ไปในทิศทางเดียวกันกับการหยั่งเสียงของสามสำนักหยั่งเสียงยักษ์ใหญ่ ดูเหมือนว่าขณะนี้เขาไม่เพียงแต่เผชิญกับศาลฎีกาเพียงอย่างเดียว แต่เขายังต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านของประชาชนที่กำลังทนทุกข์แบกรับภาระควักกระเป๋าจับจ่ายของแพงจนหูฉี่อีกด้วยละครับ

#คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ #ดรวิวัฒน์เศรษฐช่วย #DonaldTrump #ศาลฎีกาสหรัฐ #นโยบายภาษี #การเมืองอเมริกา #เศรษฐกิจโลก

ข่าวแนะนำ