ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปรากฏการณ์ที่พรรคการเมืองซึ่งเป็นพันธมิตรแนบแน่นและกวาดที่นั่ง สส. ได้สูงเกินเป้า กลับถูกหมางเมินในสมการจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรณีของ “พรรคกล้าธรรม” ภายใต้การนำของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่กวาด สส. มาได้ถึง 58 เสียง แต่กลับมีแนวโน้มสูงที่จะต้องไปนั่งในซีกฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคแกนนำอย่าง “ภูมิใจไทย” (193 เสียง) เลือกที่จะจับมือกับ “พรรคเพื่อไทย” (74 เสียง) และพรรคเล็กแทน
ซึ่งการที่ “พรรคภูมิใจไทย” ปิดประตูใส่ “พรรคกล้าธรรม” แม้จะยอมถอยจนสุดซอยด้วยการรับเงื่อนไขสุดหินทั้ง 3 ข้อ (ไม่ได้กระทรวงเกษตรฯ , ไม่มีชื่อ ร.อ.ธรรมนัส ใน ครม. , ได้แค่กระทรวงเกรด C) สะท้อนให้เห็นถึง “เกมยุทธศาสตร์ระยะยาว” ที่ซับซ้อนกว่าเรื่องของการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี โดยวิเคราะห์ถึงเหตุผลต่างๆ ได้ ดังต่อไปนี้
1. โควตาเก้าอี้และแรงกระเพื่อมภายใน
การบริหารจัดการพรรคที่มี สส. ถึง 193 เสียง ย่อมเต็มไปด้วย “บ้านใหญ่” และ “หลายมุ้ง” ที่รอคอยบำเหน็จรางวัล การดึง “พรรคกล้าธรรม” ที่มีถึง 58 เสียงเข้ามาร่วม ย่อมหมายถึงการสูญเสียโควตารัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอีกจำนวนไม่น้อย เพราะได้เลือก “พรรคเพื่อไทย” (74 เสียง) และพรรคเล็กอื่นๆ ไว้ก่อนแล้ว (ในระหว่างที่ต่อรองกับ “กล้าธรรม”) ซึ่งอาจสร้างความไม่พอใจและสั่นคลอนเสถียรภาพภายในของ “พรรคภูมิใจไทย” เอง
2. รอยร้าวจากการบิดดีล ระหว่างเลือกตั้ง
ความขัดแย้งเชิงพื้นที่ในการเลือกตั้ง ที่ “พรรคกล้าธรรม” สู้เต็มสูบในเขตที่ตกลงกันไว้ว่าจะ “หลบให้” ถือเป็นการหักหน้าและหักเหลี่ยมอย่างรุนแรง ตอกย้ำให้ “พรรคภูมิใจไทย” เห็นว่า “พรรคกล้าธรรม” ไม่ใช่พันธมิตรที่ไว้วางใจได้
3. ยุทธศาสตร์ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ไม่เลี้ยงคู่แข่งให้โต
“พรรคกล้าธรรม” และ “ภูมิใจไทย” มีฐานเสียงและกลไกการเมืองแบบบ้านใหญ่ / เครือข่ายอุปถัมภ์ ที่ทับซ้อนกัน การเติบโตพุ่งพรวดเป็น 58 เสียงตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรก ถือว่าน่ากลัวมาก หาก “ภูมิใจไทย” ปล่อยให้ “กล้าธรรม” เข้าถึง “ทรัพยากรรัฐ” ย่อมเท่ากับการติดปีกให้ศัตรูทางการเมืองในอนาคต
4. ประวัติการหักหลี่ยมโหด
ประวัติศาสตร์การเมืองของ “ร.อ.ธรรมนัส” ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยภาพลักษณ์ของนักเดินเกมที่พร้อมจะ “หักดิบ” นายเก่าและพันธมิตรได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ “พล.อ.ประวิตร” หรือ “อดีตนายกฯ ทักษิณ”
ดังนั้นในสภาวะที่ “พรรคภูมิใจไทย” ต้องการเสถียรภาพและความเบ็ดเสร็จ การดึงตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้มาร่วมทีม จึงมีความเสี่ยงสูงเกินไป
5. หมากกระดานนี้ของ “ภูมิใจไทย” วาง “กล้าธรรม” ไว้ตรงไหน ?
การที่ “ภูมิใจไทย” ยังคงสงวนท่าที แม้กล้าธรรมจะยอมจำนนทุกข้อเสนอ สะท้อนให้เห็นถึงแผนการที่เลือดเย็นทางการเมือง ซึ่งมองได้ 2 ฉากทัศน์ ดังนี้
(1) ยุทธศาสตร์ “พรรคอะไหล่” กันเพื่อไทยแข็งข้อ
“ภูมิใจไทย” รู้ดีว่าการดึง “เพื่อไทย” มาเป็นพรรคร่วมหลัก จะทำให้ “เพื่อไทย” มีอำนาจต่อรองสูง การปล่อยให้ “พรรคกล้าธรรม” รอคอยอยู่นอกวง ถือเป็นการสร้างเงาตามตัวให้ “เพื่อไทย” รู้ว่า หากวันใดเล่นแง่ “ภูมิใจไทย” ก็พร้อมจะเขี่ยทิ้ง และสลับเอา “กล้าธรรม” เข้ามาเสียบแทน
2. เกมโหด “ดูดงูเห่า” ปล่อยให้สูญพันธุ์
หากมองในมุมที่อำมหิตที่สุด การบีบให้ “พรรคกล้าธรรม” เป็นฝ่ายค้าน คือการทำลายท่อน้ำเลี้ยงและทรัพยากรของพรรค เมื่อไม่มีงบประมาณหรืออำนาจรัฐมาดูแล สส. ในสังกัด โอกาสที่ สส. เหล่านั้นจะกลายสภาพเป็น “งูเห่า” และถูกดูดเข้าสู่ “พรรคภูมิใจไทย” ในภายหลังก็มีสูงมาก ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของ “พรรคกล้าธรรม” ไปในที่สุด
ในโลกของการเมือง “ดีลก่อนเลือกตั้ง” มักหมดอายุทันทีที่ผลการนับคะแนนสิ้นสุดลง กรณีของ “พรรคกล้าธรรม” เป็นบทเรียนที่พิสูจน์ว่า แม้จะมี สส. ในมือจำนวนมากและยอมถอยจนไร้ข้อต่อรอง แต่หากก้าวล่วงเข้าไปในจุดที่ส่งผลเสียต่อยุทธศาสตร์การรักษาอำนาจระยะยาวของพรรคแกนนำ ก็สามารถถูกตัดทิ้งได้…อย่างไร้เยื่อใย
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#พรรคกล้าธรรม #ธรรมนัสพรหมเผ่า #ภูมิใจไทย #เพื่อไทย #จัดตั้งรัฐบาล #เกมอำนาจ #วิเคราะห์การเมือง #สส58เสียง #การเมืองไทย








