หักเหลี่ยมเฉือนคม กันน่าดู ระหว่าง “แดง-น้ำเงิน” และ “สีเขียว” ทำเอาบรรยากาศการเมือง กลับมาอึมครึม หลังเลือกตั้ง !
พรรคภูมิใจไทย ยืนตระหง่านอยู่มุมสีน้ำเงิน ในฐานะพรรคอันดับ 1 ได้สส.เกือบ 200ที่นั่งจึงทำให้พรรคสีน้ำเงิน เป็น “ผู้เลือก”ว่าจะร่วมรัฐบาลกับใครบ้าง
ขณะที่ “พันธมิตรเก่า” อย่าง “พรรคกล้าธรรม” ของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค สู้อุตส่าห์กวาด สส.เข้าสภาฯ มาได้ถึง “58 ที่นั่ง” แต่กลับยังไม่ได้ “ไฟเขียว” อย่างชัดเจนว่าพรรคกล้าธรรมจะได้ร่วมขบวน “อนุทิน 2” หรือไม่
และแม้ พรรคเพื่อไทย จะไปเปิดตัว “สนับสนุน” พร้อมยกมือโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกฯ และเตรียมตัวเข้าร่วมรัฐบาล
แต่ดูเหมือนว่าการจัดสรรกระทรวงยังไม่ลงตัว อีกทั้งยังมองกันได้ไม่ยากว่า การที่พรรคเพื่อไทย เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ มีขึ้นภายใต้ “เงื่อนไข” ระหว่าง 2พรรค ที่ต่างวิน วิน แต่ต้อง “วัดใจ” กันในวันข้างหน้า
สำหรับ “พรรคประชาธิปัตย์” พรรคอันดับ 5 “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค พาสส.เข้าสภาฯ มาได้ 22 ที่นั่ง กลับเล่นบท “เลือกได้” ว่าจะวางตัวเองเอาไว้ตรงไหน ด้วยบทบาทที่จะต้อง “โชว์ฝีมือ” ได้ทั้ง การเป็นรัฐบาล และ “ฝ่ายค้าน”
อภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ ในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ตอบคำถามเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทย ว่า “ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะพรรคการเมืองต้องพร้อมทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล
ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคขนาดเล็ก ที่มีจุดยืน ส่วนที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าเป็นฝ่ายค้าน เพราะดูหักหาญกันไปหน่อย เนื่องจากไม่มีปัญหากันขนาดนั้น” (20 ก.พ.2569)
หากเปรียบเปรยกันว่า พรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคอันดับหนึ่ง สามารถ เลือกใครก็ได้เข้าร่วมรัฐบาล ขณะที่ พรรคอันดับ 5 อย่างประชาธิปัตย์ ไม่ได้แสดงตัวว่าต้องการ หรือไม่ต้องการร่วมขบวนรัฐบาล และถ้าย้อนกลับไปอย่าลืมว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีแผนที่จะเล่นเกมยาว นั่นคือการกลับมาฟื้นฟูพรรค ทั้งในเรื่องศรัทธา และกระแส
ประเด็นที่รัฐบาลเสียงข้างมากที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย อาจต้องประเมิน นั่นคือการ “บทบาท” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะทำหน้าที่ “ฝ่ายค้าน” ซึ่งแน่นอนว่าบทบาทนี้ ย่อมแตกต่างไปจากที่พรรคประชาชน เคยทำมาตลอดหลายปี เพราะแม้พรรคก้าวไกล มาถึงพรรคประชาชน จะตรวจสอบรัฐบาล ในสภาฯ แต่ถูกข้อสังเกตว่า “เดินไปไม่สุด”
แต่สำหรับ พรรคประชาธิปัตย์ ในยุคที่อภิสิทธิ์ กลับมาฟื้นฟูพรรค การแสดงฝีมือในบทบทของฝ่ายค้านมืออาชีพคือจุดแข็งที่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับพรรคประชาชน ไปโดยปริยาย
ประเด็นสำคัญที่อาจทำให้อนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ต้องทบทวน และระมัดระวังตัวนั่นคือการที่อภิสิทธิ์ ประกาศ “แผนงาน” แล้วว่า หากเป็นฝ่ายค้าน งานแรกที่จะทำคือ การยื่นตรวจสอบรัฐมนตรีที่มีปัญหาจริยธรรม
“กรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำลาย หรือกลั่นแกล้งคนอื่น หรือฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญให้กลไกตรวจสอบเมื่อพบว่าผิดจริงต้องถูกยื่นตรวจสอบ” อภิสิทธิ์ ระบุในรายการตอนหนึ่ง
บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ จะส่งผลต่อการตั้งรัฐบาล ตั้งรัฐมนตรี ที่อนุทิน และพรรคสีน้ำเงินเองต้องประเมินสถานการณ์ เองว่าจะตั้ง “ใคร” ขึ้นมานั่งรัฐมนตรี ซึ่งนี่อาจ เป็นคำตอบว่า แม้ประชาธิปัตย์จะมี 22 เสียง แต่อาจเป็นตัวกำหนดและกดดันรัฐบาลเสียงข้างมาก !








