ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
หลังจากที่เราวิเคราะห์พรรคสีส้มไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์นี้ลองวิเคราะห์พรรคสีแดงกันบ้างครับ อะไรทำให้พรรคเพื่อไทยถอยหลังจนเหลือสส.ต่ำร้อยในงวดนี้ มีหลายประเด็นที่น่าขบคิดครับ
เมื่อพูดถึงพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านรู้จักกันดี ในฐานะพรรคการเมืองที่อยู่กับสังคมไทยมา กว่า 3 ทศวรรษ และเป็นหนึ่งในพรรคที่มีนายกรัฐมนตรีเยอะที่สุดของประเทศไทย ในแง่อิิทธิพลต่อการเมืองไทย แน่นอนว่า เป็นพรรคการเมืองที่ผลิกโฉมการเมืองไทย และสร้างแรงสั่นสะเทือนมาโดยตลอดนับตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จวบจนถึงชื่อพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงกี่ครั้ง ก็มักจะกลับมาได้ใหม่ และได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทุกครั้งไป
หากย้อนกลับไปดูในสมัยเป็นพรรคไทยรักไทย ประวัติศาสตร์การชนะเลือกตั้งแบบ “แลนด์สไลด์” ของจริง ได้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลหลักคือการเป็นพรรคการเมืองแรกที่เน้นนโยบาย “กินได้” แบบที่ประชาชนจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน เรียกได้ว่าน่าจะเป็นครั้งแรกๆในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
นโยบายที่แปลกใหม่ แต่จับต้องได้ง่าย และมุ่งเป้าไปที่คนรากหญ้านั่นเอง ที่สร้างชื่อและอัตลักษณ์ให้กับพรรคไทยรักไทยอย่างชัดเจนในฐานะ “ที่พึ่งของคนจน”
เชื่อได้ว่านี่คือสิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีอย่าง ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้คิดคำนวณไว้อย่างดีแล้ว
เพราะประเทศไทยในขณะนั้น (และปัจจุบัน) มีสัดส่วนประชากรที่อยู่ในความยากจนเยอะกว่าคนมีอันจะกิน และน้อยพรรคการเมืองในขณะนั้นจะสามารถทำนโยบายให้คนยากคนจนรู้สึกได้ถึงประโยชน์ แต่แค่นโยบายคงไม่พอ การทำงานการเมืองของนายกทักษิณแบบถึงลูกถึงคน ค่ำไหนนอนนั่น ตาดูดาว เท้าติดดินแบบเข้าใจหัวอกคนจน ยิ่งกลายเป็นพลังส่งให้พรรคแบบเต็มๆ กลายเป็นพลุดวงใหญ่ทางการเมืองที่ถูกจุดขึ้นฟ้า
พลุที่จุดติด ณ วันนั้น ยังคงส่องแสงยาวนานต่อเนื่องหลายปี บวกกับวิกฤตการณ์ทางการเมือง ทำให้กระแสสีแดงเป็นดาวค้างฟ้ามายาวนาน
การเลือกตั้งที่ผ่านมานับตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 เราได้เห็นกลยุทธ์ของพรรคเพื่อไทย ในการดึงตัวอดีตนายกฯทักษิณ มาเป็นจุดขายสำคัญ มีการดึงเอาเรื่องราวและตัวบุคคลมาเป็นส่วนหนึ่งให้คนไทยระลึกถึงเพื่อหวังดึงคะแนนเสียงอยู่เสมอ บวกกับความสดใหม่ของคนที่พรรคนำเสนอ จึงยังทำให้กระแสของพรรคยังคงดี
จนเมื่อพรรคอนาคตใหม่ก้าวเข้าสู่สนามการเมือง บวกกับระยะเวลาที่ยาวนานของการอยู่นอกประเทศของนายกทักษิณ พรรคเพื่อไทยจึงเจอเข้ากับคู่แข่งสำคัญนับแต่นั้นเป็นต้นมา และดูเหมือนว่า ลำพังตัวนายกทักษิณ จะไม่เพียงพอที่จะเป็นแม่เหล็กทางการเมืองอีกต่อไป
พรรคเพื่อไทยจึงดูเหมือนจะพยายามพัฒนาภาพลักษณ์ใหม่ อาจเป็นเพราะกระแสของพรรคอนาคตใหม่ที่บีบให้พรรคเพื่อไทยต้องเปลี่ยนให้เป็นพรรคที่ดูทันสมัยมากขึ้น เป็น “คนรุ่นใหม่” มากขึ้น แต่ทว่า สิ่งหนึ่งที่แลดูจะหายไปจากพรรคเพื่อไทยพร้อมๆกับภาพลักษณ์ใหม่ คือความรู้สึกที่จับต้องได้ว่าเป็น “ที่พึ่งของคนจน”
การเลือกตั้งครั้งนี้ ก็แลดูจะเป็นเหมือนการตอกย้ำทิศทางของพรรคเพื่อไทยได้ดีระดับหนึี่ง ว่ายังคงเดินหน้าเป็นพรรคทันสมัยและพรรคคนรุ่นใหม่ เสมือนกับกำลังแข่งขันกับพรรคประชาชนในสนามการเมืองสมัยใหม่ โดยที่ลืมไปว่าจริงๆแล้วพรรคเพื่อไทย คือ “เจ้าตลาด” ของ voter ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรากหญ้า เกษตรกร และเหล่าคนยากคนจน ซึ่งมีจำนวน “มหาศาล” ในประเทศไทย
เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีใครจับต้องได้ทางจิตวิญญาณ และยังคงมีใจให้พรรคเพื่อไทยอยู่เสมอ โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ ดูได้จากผลการเลือกตั้ง ที่แม้เขตจะไม่ได้ แต่ยังเทคะแนนให้ปาร์ตี้ลิสต์แบบเต็มๆ แสดงว่าชาวบ้านยังรัก เพราะแม้จะแบ่งใจให้คะแนนเขตไปกับพรรคอื่น (ด้วยเหตุใดเหตุผลหนึ่ง) แต่ยังคงให้ปาร์ตี้ิลิสต์กับพรรคเพื่อไทยอยู่
นี่ยังไม่ได้วิเคราะห์ไปถึง “ปัจจัยอื่นๆ” ที่ดูแล้ว “สะพัด” เหลือเกินในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่รวมแล้วเป็นเหตุผลทำให้พรรคเพื่อไทยแผ่วลง
“ผู้กอง” ที่เคยคลุกคลีกับพรรคเพื่อไทยสมัยยังเป็นไทยรักไทยโน่น คงรู้ดีว่าอะไรคือจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย และทะเลแห่งคะแนนเสียงอยู่ที่ไหน ในขณะที่พรรคเพื่อไทยกำลังหลงทาง ผู้กองเลยสวมรอย สวมวิญญาณพรรคไทยรักไทยในอดีต และด้วยสไตล์นักเลงลูกทุ่งถึงลูกถึงคน จึงคว้าเอาคะแนนเสียงของคนรากหญ้าของพรรคเพื่อไทยไปเป็นกอบเป็นกำ
งานนี้พรรคเพื่อไทยต้องตื่นจากภวังค์ แล้วย้อนกลับไปถามตัวเอง ว่าอะไรคือจุดแข็งและที่ไหนคือสนามของตน? การขายนายกทักษิณอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง แต่อาจต้องคิดต่อไปถึง “วิธีคิด” ของนายกทักษิณว่าคืออะไร ที่ทำให้ไทยรักไทยยิ่งใหญ่ได้ ไม่แน่…นั่นอาจเป็นคำตอบที่ถูกต้อง และอาจจะต้องเอาสิ่งเหล่านั้นกลับมา
ไม่แน่อาจถึงเวลาต้องพึ่งพาคนเก่าคนแก่ของพรรค ที่รู้ดีเรื่องคนรากหญ้าสไตล์ไทยรักไทย ที่ต้องจับมาเป็นกุนซือเตรียมการเลือกตั้งครั้งหน้า งานนี้ต้องรีบ ไม่งั้นอาจจะเสียท่า เสียของ ให้ผู้กองเอาง่ายๆ
ถ้าพลาดงวดหน้า…บอกได้แค่ว่า ตัวใครตัวมัน








