บทความ บทวิเคราะห์

การบริหารความคาดหวังสาธารณะ: บทเรียนโพลเลือกตั้ง 2569

แชร์ข่าว

รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "การบริหารความคาดหวังสาธารณะ: บทเรียนโพลเลือกตั้ง 2569" ความว่า การเลือกตั้งทั่วไป 2569 นอกจากจะเป็นการแข่งขันของพรรคการเมือง ยังถือเป็นบททดสอบสำคัญของสำนักโพลไทยในฐานะผู้มีบทบาทต่อการบริหารความคาดหวังของสาธารณะอย่างเข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี ตลอดช่วงก่อนวันลงคะแนน ผลสำรวจ คะแนนนิยม และการคาดการณ์จำนวนที่นั่งเผยแพร่อย่างต่อเนื่องในทุกแพลตฟอร์ม โพลเป็นเครื่องสะท้อนความคิดเห็น และกลายเป็นกลไกที่กำหนดกรอบความคาดหวังของสังคมไทยไปพร้อมกัน

คำถามคือ ภายใต้สถานการณ์ที่ความไม่แน่นอนสูงและอารมณ์ทางการเมืองเข้มข้น...สำนักโพลบริหารความคาดหวังของสาธารณะอย่างไร?

ตามหลักการแล้ว โพล คือข้อมูลเชิงประมาณการ เป็นภาพสะท้อน ณ ช่วงเวลาหนึ่งที่มีช่วงความคลาดเคลื่อนกำกับอยู่เสมอ แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อโพลนำเสนอผ่านกราฟิกที่ชัดเจน ตัวเลขที่โดดเด่น และถ้อยคำที่หนักแน่น สำนักโพลย่อมมีบทบาทโดยตรงต่อการกำหนด “เพดานความหวัง” ของสังคม

กรณีโพลเลือกตั้ง 2569 นอกจาก “โพลเลือกตั้ง” จะเป็น “เครื่องมือวัดความรู้สึกของสังคม ณ เวลาหนึ่ง” แล้วโพลยังมีความหมายที่ลึกซึ้งขึ้นเมื่อโพลเป็น “กระบวนการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นความรู้สาธารณะ” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแบบอัตโนมัติผ่านการคำนวณร้อยละหรือการจัดอันดับ แต่เกิดจากการสร้างความหมายร่วมผ่านสื่อ สถาบัน และการตีความของผู้คนในสนามการเมือง

แม้ว่า “โพล” จะตั้งอยู่บนฐานข้อมูล แต่การเลือกกรอบการสื่อสารเช่น “นำโด่ง” “กระแสแรง” หรือ “ถล่มทลาย” นี้ได้ยกระดับความคาดหวังของผู้สนับสนุนขึ้นไปอีก เมื่อผลจริงออกมาในระดับที่ไม่ได้เป็นไปตามจินตภาพ ความรู้สึกผิดหวังหรือ

ข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของโพลจะเกิดขึ้นทันที

ตรงนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า สำนักโพลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงประมวลผลเชิงกล (Mechanical processing) ในความหมายของการเก็บข้อมูล คำนวณสัดส่วน และสรุปผลออกมาเป็นตัวเลข หากกำลังมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความหมาย (Meaning-making) ซึ่งมีผลต่ออารมณ์สาธารณะโดยตรง

การประมวลผลเชิงกลเป็นขั้นตอนทางเทคนิค เป็นการแปลงคำตอบรายบุคคลให้กลายเป็นสถิติที่สื่อสารได้ แต่ทันทีที่ตัวเลขเหล่านั้นถูกจัดวางในบริบท ถูกตั้งชื่อ ถูกเลือกถ้อยคำกำกับ หรือถูกเปรียบเทียบในลำดับแข่งขัน ตัวเลขก็ไม่ใช่แค่ข้อมูลอีกต่อไป หากกลายเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับทิศทางของประเทศ ภาพแทนของชัยชนะ ความพ่ายแพ้ หรือกระแสที่กำลังเคลื่อนไหว

เมื่อสำนักโพลเลือกใช้ถ้อยคำที่ให้ความรู้สึกเด็ดขาด เช่น “นำขาด” “กระแสแรงเกินต้าน” หรือ “แนวโน้มชนะชัดเจน” ทั้งที่ตัวเลขยังอยู่ภายในช่วงความคลาดเคลื่อนทางสถิติ บทบาทของสำนักโพลก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่การคำนวณและรายงานผลอีกต่อไป หากได้ขยับเข้าสู่พื้นที่ของการ “กำหนดกรอบการตีความ” ให้สาธารณะโดยตรง

กระบวนการสร้างความหมายนี้ส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ของสาธารณะ เพราะตัวเลขไม่ได้หยุดอยู่บนหน้าจอ หากถูกตีความผ่านอัตลักษณ์ ความเชื่อ และความผูกพันทางการเมืองของผู้คน ผู้สนับสนุนพรรคที่ถูกวางไว้ในตำแหน่ง “นำ” ย่อมเกิดความมั่นใจและคาดหวังสูงขึ้น ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามอาจเกิดความวิตกหรือแรงระดมกลับทันที ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่ผลเลือกตั้งจริงจะปรากฏเสียอีก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สำนักโพลได้สะท้อนความรู้สึกของสังคม และก้าวเข้ามามีส่วนร่วมต่อการกำหนดทิศทางของความรู้สึกนั้นด้วย การวางกรอบตัวเลขหนึ่งแบบอาจทำให้สังคม “เตรียมใจชนะ” ขณะที่อีกกรอบหนึ่งอาจทำให้สังคม “เตรียมใจลุ้น” หรือ “เตรียมใจผิดหวัง” ความแตกต่างระหว่างการประมวลผลเชิงกลกับการสร้างความหมายไม่ใช่เรื่อง ‘ภาษา’ อย่างเดียว แต่เป็นประเด็นเชิงอำนาจทางความรู้ เพราะผู้ที่กำหนดกรอบการตีความมีบทบาทกำหนดระดับและทิศทางของความคาดหวังสาธารณะ

ในบริบทการเลือกตั้ง 2569 ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดว่า การนำเสนอผลโพลเป็นยิ่งกว่าการรายงานสถานการณ์ เพราะ ผลโพลกลายเป็นการผลิตภาพอนาคตแบบหนึ่งขึ้นมาให้สังคมจินตนาการร่วมกัน และภาพอนาคตนี้ได้หล่อหลอมอารมณ์ ความหวัง และแรงกดดันทางการเมืองในช่วงก่อนวันลงคะแนนที่ไม่ธรรมดา

อย่างไรก็ดี บทบาทของสำนักโพลต้องไม่ได้จบลงที่การสร้างความคาดหวัง แต่กลับเชื่อมโยงไปสู่ความรับผิดชอบในการบริหารความไม่แน่นอน การบริหารความคาดหวังที่มีคุณภาพไม่ใช่การทำให้สังคมเชื่อว่าผลจะออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการ

ทำให้สังคมเข้าใจว่าผลมีความเป็นได้หลายแบบ ภายใต้เงื่อนไขและความคลาดเคลื่อนที่อธิบายได้ การเปิดเผยวิธีวิทยา การย้ำว่าเป็นภาพ ณ ขณะนั้น และการอธิบายข้อจำกัดของข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา คือหัวใจของการบริหารความคาดหวังอย่างรับผิดชอบ

บทเรียนโพลเลือกตั้ง 2569 นี้ เป็นมากกว่าความแม่นยำของตัวเลข แต่เป็นการตระหนักว่าสำนักโพลไทยอยู่บนจุดตัดระหว่างวิธีวิทยาทางสถิติกับอารมณ์ทางการเมือง ถ้าทำให้ความไม่แน่นอนมองเห็นได้ และสื่อสารตรงไปตรงมา โพลจะสะท้อนสังคม ช่วยให้สังคมเติบโตทางการเมืองอย่างมีวุฒิภาวะมากขึ้น กลับกันหากปล่อยให้ตัวเลขถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ความคาดหวังสาธารณะก็จะเหวี่ยงไปตามอารมณ์ และความไว้วางใจต่อทั้งโพลและกระบวนการประชาธิปไตยก็(คง)จะถูกตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกฤดูกาลเลือกตั้งครับ...

#โพลเลือกตั้ง2569 #การเมืองไทย #สำนักโพล #ความคาดหวังสาธารณะ #วิเคราะห์การเมือง #สวนดุสิตโพล