การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชน แต่มันคือการชนกำแพงความจริงอย่างเต็มแรง พรรคที่เคยถูกมองว่าเป็นพลังอนาคต กลับพ่ายต่อสิ่งที่การเมืองไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือสัญชาตญาณความกลัว ความมั่นคง และความต้องการเสถียรภาพของประชาชน
นี่ไม่ใช่การแพ้เพราะกระแสตก
แต่คือการแพ้เพราะอ่านประเทศผิด
พรรคประชาชนประเมินต่ำเกินไปว่าความมั่นคงไม่ใช่แค่ประเด็นเชิงนโยบาย แต่เป็นอารมณ์ร่วมของชาติ การตั้งคำถามต่อบทบาทกองทัพในช่วงที่ประเทศเผชิญสงครามชายแดน ไม่ว่าจะมีเจตนาปฏิรูปเพียงใด ก็ถูกตีความว่า “ไม่เข้าใจโลกจริง” ในสายตาคนจำนวนมาก
การเมืองไม่ตัดสินที่เจตนา
แต่ตัดสินที่ความรู้สึกของประชาชน
และครั้งนี้ พรรคประชาชนแพ้ที่ความรู้สึก
ขณะเดียวกัน ภาพผู้นำพรรคกลับไม่สามารถทดแทนแรงดึงดูดแบบเดิมได้ พรรคฝ่ายค้านอาจชนะด้วยการอภิปรายเก่ง แต่รัฐบาลต้องชนะด้วยความเชื่อมั่นว่าจะบริหารประเทศได้ พรรคยังติดภาพของการเป็นนักวิจารณ์ที่ดุดัน แต่ยังไม่สามารถขายภาพของทีมบริหารที่ทำให้คนรู้สึก “ฝากอนาคตได้”
ประชาชนไม่ได้ถามว่าใครพูดเก่งที่สุด
แต่ถามว่าใครทำให้ประเทศนิ่งได้ที่สุด
ในช่วงที่เศรษฐกิจฝืด ความมั่นคงตึงเครียด และสังคมอ่อนล้า การยึดติดอุดมการณ์บางเรื่องอย่างแข็งกร้าว กลับทำให้พรรคดูห่างจากความกังวลจริงของประชาชน คนจำนวนมากไม่ได้ต่อต้านการปฏิรูป แต่พวกเขาไม่ต้องการความขัดแย้งเพิ่มในเวลาที่ประเทศเปราะบาง
เมื่อพรรคพูดเรื่องที่ประชาชนไม่ได้อยากฟัง
ประชาชนก็เลือกคนอื่น
ปัญหาภายในยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์ กรณี ส.ส. บางคนที่ถูกตั้งคำถามเรื่องทัศนคติ พฤติกรรมการแสดงออก และเสียงสะท้อนว่าตัวแทนบางส่วนหายจากพื้นที่หลังเลือกตั้ง ทำให้ความสัมพันธ์กับฐานเสียงอ่อนแรง การเมืองไม่ได้ชนะกันด้วยยอดไลก์ แต่ชนะกันด้วยการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมการสื่อสารของกลุ่มผู้สนับสนุนกลับสร้างศัตรูมากกว่าสร้างพันธมิตร เมื่อการเมืองกลายเป็นพื้นที่ของการเหยียดคนเห็นต่าง พรรคย่อมขยายเพดานเสียงไม่ได้ พรรคประชาชนจึงตกอยู่ใน echo chamber ที่เสียงเชียร์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่เสียงเตือนจากข้างนอกหายไป
และการเมืองที่ได้ยินแต่เสียงตัวเอง
มักแพ้ในโลกความจริง
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างก็ยิ่งชัด พรรคยังขาดเครือข่ายท้องถิ่นแบบที่คู่แข่งใช้เป็นเครื่องจักรเลือกตั้ง ขณะที่บางการตัดสินใจทางการเมืองในอดีตทำให้ฐานเสียงเดิมรู้สึกถูกหักหลัง ศรัทธาที่เคยแน่นจึงเริ่มร้าวจากข้างใน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่จุดจบของพรรคประชาชน
แต่มันคือสัญญาณเตือนที่ดังที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งพรรค
บทเรียนของการเลือกตั้ง 2569 สำหรับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำจิตวิญญาณและทีมยุทธศาสตร์พรรคประชาชนชัดเจนอย่างโหดร้าย ที่ว่าการเมืองแห่งความหวังต้องเดินคู่กับการเมืองแห่งความจริง อุดมการณ์ที่ไม่เชื่อมกับความกลัวของประชาชน ไม่มีวันชนะการเลือกตั้ง
ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง
แต่เขาจะไม่เลือกความเสี่ยงในวันที่ประเทศไม่มั่นคง
เพราะในท้ายที่สุด
การเมืองไม่ได้ชนะด้วยความถูกต้องเพียงอย่างเดียว
แต่ชนะด้วยความรู้สึกปลอดภัย
และนี่คือกติกาที่โหด
แต่จริงที่สุดของประชาธิปไตย
#เลือกตั้ง2569 #พรรคประชาชน #ธนาธร #การเมืองไทย #วิเคราะห์การเมือง







