ทหารประชาธิปไตย
ส่วนที่ 5: บทเรียนจากเวียดนาม
ความคล้ายคลึงที่น่าตกใจ การเปรียบเทียบอิหร่านกับเวียดนามสมัยโฮจิมินห์นั้นลึกซึ้งและตรงจุดอย่างน่าประหลาด
อุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง: เวียดนามมีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และชาตินิยม การต่อสู้เพื่อเอกราชจากอาณานิคม ผู้นำที่มีบารมี และประชาชนที่ยอมเสียสละเพื่ออุดมการณ์ อิหร่านมีอุดมการณ์อิสลามชีอะห์และชาตินิยม การต่อสู้เพื่อเอกราชจากการแทรกแซงของตะวันตก ระบบความเชื่อที่ลึกซึ้ง (Velayat-e Faqih) และประชาชนส่วนหนึ่งที่ยอมเสียสละเพื่อปกป้องศาสนาและชาติ
การสนับสนุนจากมหาอำนาจ: เวียดนามได้รับการสนับสนุนจากจีนและสหภาพโซเวียต ที่ส่ง MiG-21, SAM-2, AK-47 และรถถัง แต่ไม่เข้าร่วมรบโดยตรง อิหร่านได้รับการสนับสนุนจากจีนและรัสเซีย ที่ส่ง Su-35, Iskander, เชื้อเพลิงขีปนาวุธ แต่ไม่เข้าร่วมรบโดยตรง รูปแบบเหมือนกันทุกประการ
การสู้รบแบบ Asymmetric: เวียดนามใช้กองโจรเวียดกง อุโมงค์ กับดัก การสู้แบบประชาชน ใช้จุดอ่อนของศัตรูต่อสู้กับจุดแข็ง อิหร่านใช้กลุ่มพร็อกซี่ (Hezbollah, Houthis, PMF) โดรนและขีปนาวุธราคาถูก Axis of Resistance และใช้จุดอ่อนของศัตรูต่อสู้กับจุดแข็งเช่นเดียวกัน
ศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าทางเทคโนโลยี: สหรัฐมีเครื่องบิน B-52, เฮลิคอปเตอร์ และระเบิดจำนวนมหาศาลต่อสู้กับเวียดนาม แต่เวียดนามมีความตั้งใจ อุดมการณ์ และความอดทน อิสราเอล-สหรัฐมี F-35, B-2 และเทคโนโลยีล้ำหน้าต่อสู้กับอิหร่าน แต่อิหร่านมีความตั้งใจ อุดมการณ์ และความอดทนเช่นเดียวกัน
สื่อตะวันตกบิดเบือน: สื่อตะวันตกเรียกเวียดนามว่า "กองโจรคอมมิวนิสต์" ไม่บอกว่าเป็นการต่อสู้เพื่อเอกราช และซ่อนการสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้ที่เป็นเผด็จการ ปัจจุบันสื่อตะวันตกเรียกอิหร่านว่า "ระบอบเผด็จการศาสนา" ไม่บอกว่ามีฐานสนับสนุนจำนวนมาก และซ่อนการชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลนับล้านคน
ผลลัพธ์ที่น่ากังวล
สหรัฐควรเรียนรู้จากเวียดนามว่า การทิ้งระเบิดจำนวนมากไม่ได้ทำลายอุดมการณ์ ประชาชนที่มีความตั้งใจสามารถต่อสู้ได้นาน และสงครามที่ยืดเยื้อทำลายเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ แต่ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย
สหรัฐละทิ้ง JCPOA (2018) ถอนตัวจาก INF (2019) โจมตีสถานที่นิวเคลียร์อิหร่าน (มิถุนายน 2025) ทำให้จีน-รัสเซียไม่เชื่อถือสหรัฐในเรื่องการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และกดดันอิหร่านจนต้องพึ่งพาจีน-รัสเซียมากขึ้น
สงครามที่ยืดเยื้อกับประเทศที่มีอุดมการณ์แข็งแกร่งและการสนับสนุนจากมหาอำนาจ มักจบไม่สวย เวียดนามชนะในที่สุด ไม่ใช่เพราะมีอาวุธที่ดีกว่า แต่เพราะมีอุดมการณ์ ความตั้งใจ และการสนับสนุนจากประชาชน
ส่วนที่ 6: ความซับซ้อนของระบอบการปกครองอิหร่าน
โครงสร้างอำนาจหลายชั้น
สิ่งที่นักวิเคราะห์ตะวันตกมักมองข้ามคือความซับซ้อนของระบบการปกครองอิหร่าน ไม่ใช่แค่ผู้นำสูงสุดคนเดียว แต่มีโครงสร้างหลายชั้นที่ทำงานร่วมกัน
มี Supreme Leader (ผู้นำสูงสุด), Assembly of Experts (88 คน) ที่เลือกและควบคุมผู้นำสูงสุด, Guardian Council (12 คน) ที่กลั่นกรองกฎหมายและผู้สมัครเลือกตั้ง, Expediency Council ที่ให้คำแนะนำผู้นำสูงสุด, Supreme National Security Council, Supreme Council of the Cultural Revolution, President และ Majlis (รัฐสภา), IRGC และ Judiciary
Guardian Council สามารถ veto กฎหมายและกลั่นกรองผู้สมัครเลือกตั้ง Assembly of Experts มีอำนาจถอดถอนผู้นำสูงสุด (แม้ไม่เคยทำ) และ Expediency Council สามารถยกเลิกการตัดสินของ Guardian Council
ระบบนี้ทำให้มีเสถียรภาพสูง แม้ Khamenei จะเป็นศูนย์กลางอำนาจ แต่ระบบไม่ได้ขึ้นกับเขาคนเดียว มีสถาบันหลายชั้นที่สามารถทำงานต่อไปได้ แม้ในช่วงสงคราม 12 วัน ห่วงโซ่คำสั่งยังทำงานได้แม้จะได้รับความเสียหาย และระดับการเมืองไม่มีสัญญาณความขัดแย้งที่ชัดเจน
การวางแผนสืบทอดอำนาจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ Khamenei ได้เตรียมการสืบทอดอำนาจไว้แล้ว ก่อนสงคราม 12 วัน เขาขอให้ Assembly of Experts เตรียมเลือกผู้สืบทอด หลังการโจมตีของสหรัฐ The New York Times รายงานว่า Khamenei เลือก "นักบวชอาวุโสสามคน" ในกรณีที่ถูกลอบสังหาร
ผู้สมัครที่เป็นไปได้รวมถึง Alireza Arafi (รองประธานอันดับสอง Assembly of Experts), Hashem Hosseini Bushehri (รองประธานอันดับหนึ่ง Assembly of Experts) และ Hassan Khomeini (หลานของ Ayatollah Ruhollah Khomeini) ทั้งหมดมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Khamenei และได้รับการยอมรับจากสถาบันสำคัญ
แม้ Khamenei จะเสียชีวิต IRGC ก็สามารถสนับสนุนผู้นำสูงสุดคนใหม่ที่มีบทบาทส่วนใหญ่เป็นพิธีการ ในขณะที่ยังมีบทบาทเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจที่กว้างขวาง
มิติทางศาสนาที่ตะวันตกไม่เข้าใจ
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักวิเคราะห์ตะวันตกมองข้ามคือความลึกซึ้งของความศรัทธาทางศาสนาอิสลาม สำหรับหลายคนในอิหร่าน สาธารณรัฐอิสลามไม่ใช่แค่ระบอบการปกครอง แต่เป็นการปกป้องศาสนาอิสลามชีอะห์
การโจมตีจากต่างชาติ โดยเฉพาะอิสราเอล ถูกมองว่าเป็นการโจมตีศาสนา ประธานาธิบดี Pezeshkian เตือนว่า "การโจมตีผู้นำสูงสุดของเราเท่ากับสงครามเต็มรูปแบบกับประชาชนอิหร่าน"
หลายคนอาจไม่ชอบรัฐบาล แต่ยังเชื่อในระบบ Velayat-e Faqih (การปกครองโดยนักนิติศาสตร์อิสลาม) ซึ่งเป็นแนวคิดในกฎหมายอิสลามชีอะห์ที่ว่าในยุคไม่มี "Imam ที่ไร้มลทิน" นักนิติศาสตร์ที่เที่ยงธรรมควรบริหารกิจการทางศาสนาและสังคม การประท้วงไม่ได้หมายความว่าคนต้องการยกเลิกระบบศาสนา หลายคนอาจต้องการปฏิรูปไม่ใช่ปฏิวัติ ความศรัทธาทางศาสนาไม่เท่ากับการสนับสนุนรัฐบาล แต่การโจมตีจากภายนอกสามารถรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันได้
บทสรุป: เงาของเวียดนามที่ยังคงอยู่
สถานการณ์ในตะวันออกกลางปัจจุบันมีความซับซ้อนมากกว่าที่สื่อตะวันตกนำเสนอ อิหร่านอาจอ่อนแอกว่าเดิมทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ใกล้ล่มสลายเหมือนที่หลายฝ่ายคิด รัฐบาลยังมีฐานสนับสนุนที่แข็งแกร่ง โครงสร้างสถาบันที่ซับซ้อนและมีเสถียรภาพ และที่สำคัญที่สุด อุดมการณ์ที่ลึกซึ้งซึ่งผสมผสานระหว่างศาสนาและชาตินิยม
การสนับสนุนจากจีนและรัสเซียไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นความจำเป็นทางภูมิรัฐศาสตร์ การสูญเสียเวเนซุเอลาทำให้อิหร่านกลายเป็นความสำคัญต่อการอยู่รอดของกลยุทธ์พลังงานจีน รัสเซียก็ไม่สามารถปล่อยให้อิหร่านล่มสลายได้เพราะจะสูญเสียอิทธิพลในตะวันออกกลางทั้งหมด
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคืออาวุธที่อิหร่านมี ไม่ใช่ขีปนาวุธหรือนิวเคลียร์ แต่คือความสามารถในการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาคสามารถทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสู่ 100-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นำไปสู่ภาวะถดถอยทั่วโลก นี่คืออาวุธนิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังกว่าอาวุธทางทหารใดๆ
แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุดมาจากประวัติศาสตร์ ความคล้ายคลึงระหว่างอิหร่านปัจจุบันกับเวียดนามสมัยโฮจิมินห์นั้นน่าตกใจ อุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง การสนับสนุนจากมหาอำนาจ การสู้แบบ Asymmetric และสื่อตะวันตกที่บิดเบือน ทั้งหมดเหมือนกันทุกประการ
เวียดนามสอนเราว่า การทิ้งระเบิดจำนวนมากไม่ได้ทำลายอุดมการณ์ ประชาชนที่มีความตั้งใจสามารถต่อสู้ได้นาน และสงครามที่ยืดเยื้อทำลายเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศของผู้รุกราน ในที่สุดเวียดนามชนะ ไม่ใช่เพราะมีอาวุธที่ดีกว่า แต่เพราะมีสิ่งที่สหรัฐไม่มี นั่นคืออุดมการณ์ที่ประชาชนเชื่อจริง ความยืดหยุ่นในการต่อสู้ และความอดทนที่ไม่มีที่สิ้นสุด
คำถามที่สำคัญคือ สหรัฐจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์หรือไม่ หรือจะทำผิดพลาดซ้ำอีกครั้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าตะวันตกจะใช้สื่อบิดเบือนข่าว แต่ความจริงคือความจริง คนทั่วโลกที่มีจิตสำนึกและติดตามข่าวจากหลากหลายแหล่งเข้าใจดี
สงครามที่กำลังจะมาถึงอาจไม่ใช่สงครามที่จบง่ายๆ ด้วยชัยชนะทางทหาร แต่อาจเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และในที่สุดอาจจบลงด้วยบทเรียนเดียวกับที่เวียดนามสอนไว้เมื่อห้าสิบปีก่อน นั่นคือ อำนาจทางทหารอย่างเดียวไม่สามารถเอาชนะสงครามของชนชาติที่ยึดมั่นในอุดมการที่แข็งแกร่ง และอิหร่านผ่านการทดสอบจากสงคราม8ปีอันทารุญโหดร้ายจากสงครามอิรัคที่ชาติตะวันตกสนับสนุนมาแล้ว







