การลงพื้นที่ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกฯ ต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ใน 4 จังหวัด นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง และพัทลุง ได้เห็นปรากฎการณ์ตามตลาดต่างๆ มีประชาชน ลุง ป้า น้า อา เด็กนักเรียน ออกมายืนรอขอถ่ายรูป เชลฟี่ โดยเฉพาะเวทีปราศรัยมีชาวบ้านร่วมฟังการอภิปรายกันอย่างคึกคัก
เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านแห่ล้อมขอถ่ายรูปและ "ตลาดแตก" ในหลายพื้นที่ สะท้อนถึง 3 ปัจจัยหลักความโหยหา "แบรนด์ดั้งเดิม" หลังจากภาคใต้ถูกแชร์ส่วนแบ่งคะแนนไปหลายพรรคในการเลือกตั้งครั้งก่อน (ปี 2566) การกลับมาของอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรค ทำให้ฐานเสียงเดิมรู้สึกถึงความชัดเจนและมีความหวังอีกครั้ง 2.จุดขายเรื่อง "ความสุจริต" มอตโตที่ว่า "อย่าให้ใบเทามาทำลายศักดิ์ศรีชาวใต้" และ "คนใต้ซื้อไม่ได้" เป็นการดึงจุดแข็งเรื่อง "ศักดิ์ศรี" ซึ่งเป็นค่านิยมหลักของคนภาคใต้มาเป็นเกราะป้องกันการรุกคืบของพรรคคู่แข่งที่เน้นใช้ทุน 3.ภาวะผู้นำที่เหนือกว่า: ในสายตาคนใต้ อภิสิทธิ์ยังมีภาพลักษณ์ของ นายกรัฐมนตรีที่พูดภาษาเดียวกับชาวบ้าน มีวาทศิลป์ และมีความรู้ความสามารถที่ไว้วางใจได้
โอกาสที่จะได้เก้าอี้สส.เขตและสส.บัญชีรายชื่อ เป็นได้สูงมากในฐานที่มั่นหลัก ที่จะทวงคืนพื้นที่ใน ตรัง และ นครศรีธรรมราช กลับมาเกือบยกจังหวัด ส่วน สงขลา และ พัทลุง อาจต้องแบ่งเขตกับคู่แข่ง แต่กระแสตัวบุคคลของอภิสิทธิ์ช่วยดึงคะแนนให้ผู้สมัครหน้าใหม่ได้มาก
และฟื้นตัวชัดเจน จากผลโพล กระแสความนิยมในตัวอภิสิทธิ์พุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ในภาคใต้ ซึ่งจะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนน "เลือกพรรค" ได้มหาศาล คาดว่าคะแนนจากภาคใต้จะช่วยพยุงจำนวน สส. บัญชีรายชื่อให้พรรคกลับมาเป็นพรรคขนาดกลาง-ใหญ่ได้อีกครั้ง
ส่วนจุดเด่นคือความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ อภิสิทธิ์ไม่มีประวัติด่างพร้อยเรื่องทุจริต ซึ่งสอดคล้องกับแคมเปญ "การเมืองสุจริต" ความเก๋าในพื้นที่ ปชป. มีโครงสร้างสาขาพรรคและหัวคะแนนธรรมชาติที่ฝังรากลึกที่สุดในภาคใต้ และนโยบายตอบโจทย์ "เกิดปั๊ปรับ 65,000" และ "เบี้ยสูงวัย 1,000" เข้าถึงกลุ่มรากหญ้าได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
ขณะที่จุดด้อยจากปรากฏการณ์ "เสียงดีแต่ไม่มีคะแนน" กังวลเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงในพื้นที่ (แบงก์เทา) ซึ่งอภิสิทธิ์เองก็ยอมรับว่ารุนแรง อาจทำให้กระแสความนิยมในตัวเขาไม่สามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนดิบได้ทั้งหมด รวมทั้งภาพลักษณ์ในอดีต ที่คู่แข่งมักขุดเรื่องผลงานในอดีตหรือความขัดแย้งทางการเมืองมาโจมตีเพื่อลดทอนความเชื่อมั่น รวมทั้งการสูญเสียอดีต สส. หลายคนที่ย้ายพรรคไปก่อนหน้านี้ นำฐานเสียงส่วนตัวติดตัวไปด้วย ทำให้บางเขตยังคงเป็นงานหิน
การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหาเสียงธรรมดา แต่คือการ "รีแบรนด์และทวงคืนศักดิ์ศรี" ของพรรคประชาธิปัตย์ โอกาสที่พรรคจะกลับมาปักธงในภาคใต้เป็นกอบเป็นกำนั้นมีสูงมาก โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความผูกพันกับพรรคอย่างเหนียวแน่น แต่บททดสอบสำคัญคือ "กระสุนจะแพ้กระแสหรือไม่" ในวันหย่อนบัตร
ดังนั้นการกลับมาของอภิสิทธิ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่คือการ "ดึงจิตวิญญาณเดิม" ของประชาธิปัตย์กลับมา หากประเมินและผลสำรวจจากสำนักโพลต่างๆ ปชป. มีโอกาสกลับมาครองแชมป์บัญชีรายชื่อในภาคใต้สูงที่สุด โดยโพลระบุความนิยมพุ่งสูงถึง ร้อยละ 34-45 ในบางจังหวัด
คะแนนเหล่านี้มาจาก "บารมีส่วนตัว" ของนายอภิสิทธิ์โดยตรง ซึ่งคนใต้อาจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อสนับสนุนให้อภิสิทธิ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ แม้ในเขตอาจจะยังลังเลตัวผู้สมัคร สส.เขต ก็ตาม แม้กระแสพรรคจะดี แต่ในระดับเขต ปชป. ต้องเจอกับ "กำแพงบ้านใหญ่" และ "กระสุน" จากพรรคคู่แข่ง คาดการณ์ว่า ปชป. จะกวาด สส. ภาคใต้ได้มากกว่าเดิม (จากเดิม 17 ที่นั่ง) โดยตั้งเป้าไว้ที่ 25-30 ที่นั่ง จากทั้งหมด 60 ที่นั่งในภาคใต้
หากเปรียบเทียบกับ "พรรคประชาชน" และ "พรรคภูมิใจไทย" พรรคประชาธิปัตย์ฐานเสียงเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมคนรุ่นเก่า ชนชั้นกลางในเมือง ความเชื่อมั่นใจตัวอภิสิทธิ์ แต่ก็มีความท้าทายที่น่ากังวลกระสุนและการเมืองเชิงอุปถัมภ์ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้งรอบนี้
เพราะฉะนั้นประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย เป็นการสู้กันระหว่าง "กระแส" ของอภิสิทธิ์ กับ "กระสุน/เครือข่าย" ของภูมิใจไทย ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนและตอนล่างบางส่วน ภูมิใจไทยยังมีลุ้นในแง่ สส.เขต แต่พ่ายแพ้ในเชิงคะแนนบัญชีรายชื่อ ดังนั้นเป็นการแย่งชิงคะแนนจากคนเมืองและคนรุ่นใหม่ โดย ปชป. พยายามดึงคะแนน "อนุรักษ์นิยมสมัยใหม่" กลับคืนมา ซึ่งดูเหมือนจะทำได้สำเร็จในหลายเขตพื้นที่
พื้นที่ภาคใต้รอบนี้ไม่ใช่สีฟ้าผืนเดียวเหมือนในอดีต แต่แบ่งเป็น 3 ขั้วหลัก 1.ประชาธิปัตย์ ครอง "กระแส" ตัว อภิสิทธิ์ และความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ 2.ภูมิใจไทย แข็งแกร่งด้วย "กระสุน" (ทรัพยากร) และเครือข่าย อสม. รวมถึงการดึงอดีต สส. ปชป. ไปอยู่ในสังกัด และ3.พรรคประชาชน (ปชน.) ครองใจคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองและโซนท่องเที่ยว
ดังนั้นการลงพื้นที่ของอภิสิทธิ์สร้างปรากฏการณ์ "ฟ้าเปลี่ยนสี" กลับมาเป็นสีฟ้าอีกครั้งในภาคใต้ มีโอกาสสูงที่จะกวาดคะแนน บัญชีรายชื่อเป็นอันดับ 1 ในภาคใต้ ส่วน สส.เขต จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแต่ยังไม่ถึงขั้น "แลนด์สไลด์" ทั้งภาค เนื่องจากต้องแบ่งเค้กกับภูมิใจไทยที่มีฐานที่มั่นแข็งแกร่ง และพรรคประชาชนที่ครองใจคนรุ่นใหม่บางส่วน
"เสียงเชียร์" ที่ดังกระหึ่มตามตลาดจะเปลี่ยนเป็น "คะแนนในคูหา" ได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าในช่วง 48 ชั่วโมงสุดท้าย ปชป. จะป้องกันฐานเสียงจากพลังเงินและอำนาจรัฐได้ดีแค่ไหน







