คนโลกสวย/ทวี สุรฤทธิกุล
“ความฝัน” ไม่ใช่อารมณ์ฟุ้งเฟ้อหรือคิดไปเอง แต่เป็น “ความหวัง” ที่ตั้งความปรารถนาไว้อย่างมุ่งมั่นและสูงส่ง ที่เรียกให้หรูหราว่า “อุดมการณ์”
คำว่า “อุดมการณ์” นี้เรามักจะได้ยินผ่านการพูดคุยเกี่ยวกับการเมือง แล้วนำมารวมกันเรียกว่า “อุดมการณ์ทางการเมือง” เช่น ถ้าพูดว่า “เขาเป็นคนมีอุดมการณ์” ก็จะหมายถึงเป็นคนที่มีความคิดความเชื่อในบางเรื่องในทางการเมืองนั้นอย่างรุนแรง เป็นต้นว่า รักชาติ ปกป้องสถาบัน หรือต่อต้านทุจริต ตรงข้ามกับคนที่ “ไม่มีอุดมการณ์” ก็จะหมายถึงคนที่ไม่เอาไหน จิตใจโลเล เอาแน่ไม่ได้ ไม่น่าคบ ฯลฯ
ผู้เขียนเป็นนักรัฐศาสตร์ ก็เลยอยากคุยเรื่อง “การเมือง” สักเล็กน้อย โดยอยากอธิบายถึง “อุดมการณ์” นี้เสียก่อน เพราะอุดมการณ์นี้แหละที่เป็น “พื้นฐาน” ในการ “สร้างชีวิตและสังคม” ทุกท่านคงทราบแล้วว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มี “สติปัญญา” มากกว่าสัตว์อื่น ยิ่งไปกว่านั้นยังมี “อารมณ์” คือความชอบพอและความคิดฝันต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน และสองสิ่งนี้คือสติปัญญากับอารมณ์ ก็ก่อให้เกิด “บุคลิกภาพ” คือความเป็นตัวตนและการแสดงออกต่าง ๆ ของคนแต่ละคน เป็นต้นว่า รสนิยม มารยาท นิสัยใจคอ ไปจนถึง “ความเชื่อ-ความคิด” ต่าง ๆ
วิชาแม่ของรัฐศาสตร์คือ “สังคมวิทยา” ที่อธิบายถึงการเกิดขึ้นและความเป็นไปของสังคม อันหมายถึงการที่มนุษย์เข้ามารวมกัน มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างและพัฒนาตนเองให้อยู่รอดและเจริญเติบโตไปในสังคมนั้น ซึ่งนักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์อย่างอริสโตเติลได้กล่าวไว้ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง” ก็หมายถึงมนุษย์นี้ไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพัง ต้องมาอยู่ร่วมกันเป็นสังคม แล้วก็ต้องมีการดูแลกันและกัน ที่เรียกว่า “การปกครอง” หรือ “การเมือง” นั่นเอง
สังคมในระดับที่เล็กที่สุดคือ “ครอบครัว” เริ่มจากการที่ชายกับหญิง (แต่สมัยนี้หลายประเทศได้ยอมรับในเรื่องความหลากหลายทางเพศ ชายกับหญิงในที่นี้จึงมีความหมายครอบคลุมคนกลุ่มนี้ด้วย) มาอยู่ร่วมกัน แล้วขยายครอบครัวออกไป มีลูก มีหลาน เกิดระบบสังคมแบบเครือญาติ มีการมาอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน มีกลุ่มสังคมต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มเพื่อน กลุ่มคนทำงาน กลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ จนแผ่ขยายเป็นพื้นที่การปกครอง เป็นหมู่บ้านไปจนถึงประเทศ และสังคมที่ใหญ่ที่สุดก็คือ “นานาชาติ” หรือ “สังคมโลก”
มีทฤษฎีหนึ่งในทางสังคมวิทยาอธิบายถึง “บุคลิกภาพ” หรือความเป็นตัวตนของคนแต่ละคนที่ทำให้คนเรามีความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นรูปแบบต่าง ๆ ว่า เกิดจากกระบวนการทางสังคมที่เรียกว่า Socialization หรือ “กระบวนการอบรมกล่อมเกลาทางสังคม” เริ่มจากการเลี้ยงดูในครอบครัว ความสัมพันธ์กับญาติพี่น้อง กลุ่มเพื่อน ตั้งแต่ในชุมชน โรงเรียน ที่ทำงาน กลุ่มกิจกรรม และกลุ่มสนใจต่าง ๆ ที่ได้ “หล่อหลอม” ให้แต่ละคนมีความเชื่อ ความคิด และการแสดงออกต่าง ๆ ที่รวมเรียกว่า “พฤติกรรม” อันเป็นที่มาของบุคลิกภาพของแต่ละคน
นักรัฐศาสตร์ได้นำหลักทฤษฎีนี้มาอธิบาย “พฤติกรรมทางการเมือง” ด้วยการเชื่อมโยงให้เห็นว่า “ทำไมคนเราจึงมีพฤติกรรมทางการเมืองในแบบต่าง ๆ” เป็นต้นว่า บางคนก็เป็นนักเผด็จการ บางคนก็เป็นนักประชาธิปไตย โดยเชื่อว่าคนที่เป็นเผด็จการจะถูกเลี้ยงดูมาแบบบังคับเคี่ยวเข็ญ พ่อแม่ชอบใช้กำลังบังคับ โรงเรียนสอนให้เคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่และเน้นการท่องจำ ส่วนคนที่เป็นประชาธิปไตยจะถูกเลี้ยงดูแบบให้ช่วยเหลือตนเอง พ่อแม่ให้อิสระ โรงเรียนให้ทางเลือก สร้างการคิดค้น และมีเสรีภาพ ที่สุดแล้วคนเหล่านั้นจะถูกหล่อหลอมจากแต่ละสังคมให้มีอุดมการณ์ต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม นักสังคมวิทยายังบอกอีกว่า พฤติกรรมมนุษย์นอกจากจะขึ้นอยู่กับการอบรมกล่อมเกลาแล้ว ยังสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามสภาพแวดล้อมและเวลาที่เปลี่ยนไป สิ่งนี้เรียกว่า “สถานการณ์” ดังนั้น “อุดมการณ์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรม ก็สามารถปรับเปลี่ยนไปได้เช่นกัน
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างตัวเอง ซึ่งเติบโตมาในสังคมที่ “ไม่ค่อยแข็งแรง” คือพ่อแม่แยกทางกัน ต้องพึ่งพาญาติผู้ใหญ่ที่เป็นตำรวจและถูกกล่อมเกลาด้วยระเบียบที่เคร่งครัด แต่เมื่อไปโรงเรียนกลับรู้สึกเป็นอิสระ จนถึงช่วงวัยรุ่นที่ต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น จึงเริ่มมองหาเป้าหมายที่เรียกว่า “ความฝัน” ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและเอารัดเอาเปรียบ
ในปี 2516 ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้เขียนได้ไปร่วมชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ฟังผู้นำนักศึกษาปราศรัยถึงความไม่เป็นธรรมและรัฐบาลเผด็จการ จึงเริ่มมีความรู้สึกอยากแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยการสร้างสังคมใหม่ โค่นล้มสังคมเก่า ตามคำขวัญที่ว่า “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
นั่นคือช่วงที่ผู้เขียนถูกกล่อมเกลาให้มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบสังคมนิยม จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อเข้าเรียนในคณะรัฐศาสตร์ จึงได้พบว่าอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นมีมากมาย และเริ่มมองว่าประเทศไทยพอที่จะประคับประคองต่อไปได้ด้วยการมีหลักยึดบางอย่างร่วมกัน จุดเปลี่ยนสำคัญคือการได้ร่วมงานกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี 2520 จึงซึมซับเอาความเป็น “กษัตริย์นิยม” ของท่านมาบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยทุกวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอีก คนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์อยากเปลี่ยนแปลงสังคมกำลังมีบทบาทมากขึ้น แนวคิดแบบ “อกษัตริย์นิยม” ดูเหมือนจะขยายตัวมากขึ้น ซึ่งเราควรเฝ้ามองด้วยความ “ระมัดระวัง” คนรุ่นใหม่จะมีอุดมการณ์อย่างไรนั้น ผู้เขียนไม่โทษตัวเด็กโดยตรง แต่ต้องพิจารณาถึงสังคมที่หล่อหลอมเขามา
สุดท้าย ผู้เขียนขอมองในแง่ดีแบบ “คนโลกสวย” ว่า เมื่อสถานการณ์และสภาพแวดล้อมดีขึ้น อุดมการณ์ของคนเหล่านี้ก็จะปรับเปลี่ยนไปตามวัยและประสบการณ์ที่มากขึ้นอย่างแน่นอน








