บทความ บทวิเคราะห์

ปีใหม่ บ้านใหม่ โลกใหม่

แชร์ข่าว

ทวี สุรฤทธิกุล 

การเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ค่อนข้างแพงคือการมีบ้านใหม่ ทั้งที่ซื้อใหม่หรือปรับปรุงบ้านเดิมเสียใหม่ 

ผู้เขียนเป็นคนที่ค่อนข้าง “ยึดติด” คือไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลง รวมถึงเป็นนักสะสม เพราะไม่อยากทิ้งของเก่าที่เราคิดว่ายังมีคุณค่าสำหรับตัวเราเอง บางครั้งก็คิดว่าเพียงพอแล้ว ไม่ขออะไรเพิ่ม และพยายามที่จะมีความสุขกับ “ความเก่า” ที่เรามี หรือบางทีก็ปลอบใจตัวเองว่า “จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่” 

ขึ้นปีใหม่ 2569 ขึ้นมาก็มีแผนการใหญ่ คิดจะปรับปรุงบ้าน ที่สร้างมาตั้งแต่กลางปี 2531 เป็นบ้านที่ให้บริษัทรับปลูกบ้านสร้างขึ้น ในที่ดินที่เก็บออมมาตั้งแต่ทำงานใหม่ ๆ เมื่อ 5 ปีก่อนนั้น เพื่อเป็นเรือนหอในการสมรสที่มีต่อมาในต้นปี 2532 นับถึงปัจจุบันก็อยู่มา 37 ปีแล้ว มีการปรับปรุงต่อเติมเพียงครั้งเดียว คือในปี 2537 ที่มีลูกคนแรกและคนเดียว เพื่อขยายห้องออกไปเป็นห้องเลี้ยงเด็กที่ชั้นล่าง และต่อมาก็ได้เป็นห้องนอนของคุณแม่ ซึ่งมาช่วยเลี้ยงหลาน จนเมื่อหลานโตขึ้นจบมหาวิทยาลัยแล้ว ซึ่งคุณแม่ก็ได้ใช้ห้องนอนนี้เรื่อยมา 

ตอนนี้คุณแม่ย้ายไปอยู่เนิร์สเซอรี่ เพราะเป็นคนป่วยติดเตียง ต้องการผู้ดูแลที่มีความรู้ทางการแพทย์ ห้องเลี้ยงหลานก็กลายเป็นห้องเก็บของ แต่แรกคิดว่าจะเก็บของเพียงชั่วคราว รอการปรับปรุงบ้าน ที่คิดจะปรับปรุงไปทีละส่วน คือปรับเปลี่ยนพื้นและหลังคานั้นก่อน แล้วเปลี่ยนประตูหน้าต่างที่เป็นไม้ผุพังให้เป็นอลูมิเนียมแบบบ้านสมัยใหม่ ทำห้องน้ำและห้องครัวใหม่ ทำระบบไฟฟ้าและประปาใหม่ ทาสีใหม่ คิดเงินแล้วก็เหมือนสร้างบ้านใหม่ คุณภรรยาบอกว่าน่าจะไปซื้อบ้านใหม่ดีกว่า เอาบ้านจัดสรรที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดี ๆ จะได้ทิ้งบ้านออกเดินทางไปเที่ยวได้หลาย ๆ วัน ลูกก็ทำงานแล้วและอยู่ที่คอนโดของเขาเอง 

ผู้เขียนบอกว่าก็คงต้องขายบ้านเก่าหลังนี้ คงได้เงินมาเป็นจำนวนพอสมควร แต่บ้านจัดสรรที่อยู่ในงบประมาณนั้นล้วนแต่อยู่ไกล ๆ บ้านของเราที่อยู่ปัจจุบันนี้อยู่ใกล้หมอ ใกล้ความเจริญ น่าจะเหมาะกับคนที่อยู่ในวัย “เสี่ยงโรคเสี่ยงภัย” อย่างเรานี้มากกว่า เลยยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะทำยังไงกับ “บ้านหลังใหม่” เพื่อเปลี่ยนชีวิตใหม่ดังกล่าว 

เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่ง เกษียณมา 5 - 6 ปีแล้วเช่นกัน เขาทำงานในบริษัทเอกชน พอเกษียณแล้วก็ได้เงินบำเหน็จก้อนใหญ่ เขาเอาเงินนั้นส่วนหนึ่งไปต่อเติมรถกระบะญี่ปุ่นยี่ห้อดัง ให้เป็น Mobile Home หรือ “บ้านรถยนต์” ปีแรก ๆ ก็ขับกันสองคนตายายกับภรรยาของเขา ออกไปค้างแรมในจังหวัดต่าง ๆ แทบจะทุกเดือน ส่งภาพและเล่าเรื่องอวดเพื่อน ๆ ทางเฟซบุ๊กมาโดยตลอด พร้อมคำบรรยายถึงความสุข ความรื่นรมย์ ของทิวทัศน์ ธรรมชาติต่าง ๆ และบรรยากาศที่ดื่มด่ำประทับใจ เป็นที่อิจฉาตาร้อนของเพื่อน ๆ หลายคนที่อยากทำแบบนั้นบ้าง แต่ที่ทุกข์หนักก็คือเพื่อน ๆ อย่างผู้เขียน ที่ไปไหนมาไหนลำบาก เพราะมีหมาแมวที่ต้องดูแล รวมถึงคุณแม่ที่ยังป่วยติดเตียง ที่ต้องการกำลังใจและการดูแลเยี่ยมเยียนอยู่โดยตลอด รวมถึงเพื่อน ๆ ที่อยากออกไปผจญภัยได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง แต่ก็จนใจทั้งที่ “จนเงิน” และ “จนสุขภาพ - จนเวลา” 

สักสองปีมานี้หน้าเฟซของเพื่อนสามีภรรยา “นักผจญภัย” ก็หายไป หลายคนจึงถามหาในไลน์กลุ่มของรุ่น เพื่อนคนนั้นจึงเข้ามาตอบในวันหนึ่งว่า ภรรยาเกิดเบื่อ สู้ไปซื้อทัวร์ท่องเที่ยวไม่ได้ ค่าใช้จ่ายก็พอกัน ขับรถก็เหนื่อย ที่สำคัญอายุของทั้งสองคนก็ใกล้จะเลขเจ็ดแล้ว ร่างกายไม่น่าจะฟิตพอที่จะขับรถขึ้นเขาลงห้วยได้บ่อย ๆ โดยเฉพาะตัวของเพื่อนคนนี้เองก็เพิ่งไปผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ลูกตา ก็กลัวว่าจะมีปัญหากับดวงตาที่ต้องทะนุถนอมเป็นอย่างยิ่งนั้น แต่มีเพื่อนบางคนแอบนินทาว่า เขาได้ไปคุยกับตัวเป็น ๆ ของเพื่อนคนนี้มาแล้ว ความจริงก็คือ เวลาที่ไปตั้งแคมป์ ตัวเพื่อนคนนี้ต้องทำอาหารทุกมื้อ อาหารก็ต้องทำแบบง่าย ๆ ไม่กี่อย่าง คุณภรรยาก็เกิดเบื่อ และอยากกินอะไรหรู ๆ แปลก ๆ บ่อยเข้าก็บอกว่าเพื่อนที่เป็นสามีนี้ทำอาหารไม่อร่อย เกิดทะเลาะกัน ที่สุดก็ไม่อยากไปไหนมาไหน และได้ขายรถบ้านคันนั้นไปแล้ว ในราคาถูกมาก ๆ 

ผู้เขียนยังมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เงียบหายไปเลยจากกลุ่มเพื่อน ๆ ร่วมรุ่น ทั้งในไลน์และเฟซเขาก็ไม่เข้ามาและก็ไม่มีข่าวคราว ไม่เคยมางานร่วมรุ่น จนมีเพื่อนบางคนได้ไปสืบทราบมาว่า เพื่อนคนนี้พอเกษียณแล้วก็แยกทางกับภรรยา มีการแบ่งสมบัติกันจนเรียบร้อย โดยอดีตภรรยาได้บ้านและทรัพย์สินบางส่วน ส่วนตัวเพื่อนคนนี้ขอเอาแต่เงินและทรัพย์สินบางอย่าง และได้กลับไปอยู่กับพี่น้องที่ต่างจังหวัด ตอนแรก ๆ ก็ลำบากมาก เพราะเข้ากับพี่น้องไม่ได้ พี่น้องบางคนคิดว่าเขาจะมาขอแบ่งมรดกของพ่อแม่ ที่เขาประกาศไม่รับตอนที่ได้งานทำในกรุงเทพฯ เมื่อตอนที่เป็นหนุ่มและได้แต่งกับภรรยาเศรษฐีนีคนดังกล่าว เขาจึงบอกว่าเขาไม่ได้มาเบียดบังหรือขอเอาคืนมรดกอะไร ขอเพียงแต่ขอที่ซุกหัวนอน บ้านที่อยู่เขาก็เช่าจากน้องสาวคนหนึ่งของเขา รวมทั้งที่ดินอีกไร่กว่า ๆ เพื่อทำสวนเล็ก ๆ ให้คนในบ้านของน้องสาวทำอาหารให้กิน และให้เงินค่าจ้างตอบแทนทุกเดือน ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ไปวัดที่อยู่ใกล้ ๆ นั้นบ้าง และพยายามศึกษาธรรมะด้วยตนเอง 

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนของผู้เขียน แต่เคยอ่านเจอในไลน์กลุ่มเพื่อนที่ส่งมานั่นแหละ โดยตั้งชื่อเรื่องว่า “ความทุกข์ของคนห่วงลูก” เป็นเรื่องราวของคุณพ่อคุณแม่คู่หนึ่ง ที่มาจากครอบครัวที่มีชาติตระกูลและมีฐานะดี ทั้งสองมีลูกด้วยกัน 3 คน เป็นชายสองหญิงหนึ่ง ซึ่งก็เติบโตมาด้วยความฟูมฟักและส่งเสริมเป็นอย่างดี ได้เรียนโรงเรียนดี ๆ มีชื่อเสียง เพื่อให้ลูกได้อยู่ในสังคมดี ๆ มีสภาพแวดล้อมที่ดี ทุกคนจบปริญญาโทจากต่างประเทศ ได้ทำงานดี ๆ ทุกคน ดูไปแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จนเมื่อลูกบางคนได้แต่งงานออกไป แต่แรกพ่อกับแม่ก็วางแผนเรื่องเรือนหอไว้ให้ด้วย โดยได้แบ่งบริเวณที่ดินของบ้านที่มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เป็น 4 ส่วนไว้แล้ว โดยแบ่งให้ลูก ๆ คนละส่วนที่ยังเป็นที่ว่างอยู่ กะว่าถ้าใครแต่งงานก็ให้มาปลูกเรือนหออยู่ด้วยกันที่นี่ กับอีกส่วนหนึ่งก็คือพื้นที่ของบ้านเดิม ที่พ่อแม่ก็ยังอยู่ในพื้นที่นี้ต่อไป ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อลูกคนที่แต่งงานบอกว่าจะขอเอาที่ดินที่พ่อแม่แบ่งให้แล้วนั้น เอาไปขาย แล้วจะเอาเงินไปซื้อคอนโดอยู่กับภรรยา ซึ่งก็ตกลงกันไม่ได้ ที่สุดลูกชายคนนั้นก็แยกไปอยู่กับภรรยาที่แต่งกันโดยไม่ได้จัดงานแต่งงานเพราะโกรธพ่อกับแม่ ยิ่งไปกว่านั้นพ่อแม่ก็ยังมีที่ดินในต่างจังหวัด ที่ได้แบ่งไว้ให้ลูก ๆ เพื่อไปทำเป็นบ้านพักผ่อนไว้แล้ว แต่ก็ไม่มีลูกคนไหนเลยที่อยากไปอยู่ นับว่าเป็น “กรรม” ของพ่อแม่แบบนี้มาก คือพ่อแม่ที่วางแผนให้ลูกและควบคุมลูกมากจนเกินไป 

เล่าเรื่องของคนที่อยากมีบ้านใหม่หรือเปลี่ยนแปลงปรับปรุงบ้านเสียใหม่มานี้ ก็เพราะไม่อยากให้ใคร ๆ มีห่วงเรื่องบ้านหรือการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงบ้านหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต รวมถึงที่คิดจะไปควบคุมคนอื่น หลายเรื่องเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและสังคมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้รสนิยมหรือความชอบพออะไรต่ออะไรนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่เหนือการควบคุม เพราะแม้แต่ตัวเรานี้ก็ควบคุมหรือตามใจได้ยากเช่นกัน 

บ้านอะไรหรือโลกอะไรก็อยู่ไม่สบาย ถ้าในหัวใจเรานั้นมันไม่สบาย หรือคิดวุ่นวายแต่จะเปลี่ยนโลกหรือเปลี่ยนบ้าน ซึ่งที่จริงควรเริ่มที่เปลี่ยนตัวเราให้เข้าได้กับโลกและชีวิตที่เปลี่ยนไปนั้นมากกว่า

ข่าวแนะนำ