บอย อินชัวร์
ก้าวข้ามปี 2569 หรือปีมะเมียมาแล้วครึ่งเดือน ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยเรียกว่า ต้องเผชิญกับบททดสอบอุบัติภัยรายใหญ่เป็นประเดิม ทั้งระเบิด11จุดปั๊มน้ำมันสามจังหวัดชายแดนใต้ จนทรัพย์สินเสียหาย และเขย่าขวัญบั่นทอนจิตใจคนใต้มากทีเดียว ตามติดด้วยอุบัติเหตุเครนก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงร่วงทับโบกี้รถรถไฟที่สี่คิ้ว โคราช กระทั่งมีคนบาดเจ็บ64ราย เสียชีวิต 32ราย นับเป็นโศกนาฏกรรมสลดรับขวัญต้นปี ถัดมาอีกวันไม่ทันไร ก็เกิดเครนร่วงทับรถย่านพระรามสองอีก เป็นเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำซากอีก
นี่ยังไม่รู้ว่าในตลอดปีข้างหน้านี้ยังจะต้องยังต้องเผชิญความท้าทายอะไรต่ออะไรในอีกหลายมิติ ทั้งความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเฉพาะด้านมากขึ้น รวมถึงความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภัยไซเบอร์ และประเด็น ESG
ทั้งนี้ บริษัท ไทยอินชัวรันส์ รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ TIRD ได้ประเมินว่าธุรกิจประกันวินาศภัย ในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมอยู่ในช่วง 301,000–303,900 ล้านบาท เติบโต 2.5–3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันในปี 2569 มีปัจจัยท้าทายสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น
โดยเฉพาะต้นทุนการซ่อมและอะไหล่ของรถยนต์ไฟฟ้า ความถี่และความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อประกันอัคคีภัยและ IARs ตลอดจนต้นทุนการประกันภัยต่อที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของการค้าโลกยังส่งผลต่อประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ส่วนประกันภัยสุขภาพเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อทางการแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อทิศทางการเติบโตของเบี้ยประกันภัยในแต่ละกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ภายใต้ความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยได้เตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งบริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศผ่านการใช้แบบจำลองภัยพิบัติและการประกันภัยต่ออย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเสริมเสถียรภาพระบบประกันสุขภาพผ่านความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อควบคุมต้นทุนและรับมือเงินเฟ้อทางการแพทย์
พร้อมกันนี้ยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่ส่งผลต่อโครงสร้างการรับประกันภัยอย่างชัดเจน ทั้งในด้านความถี่และมูลค่าความเสียหาย ตลอดจนต้นทุนการซ่อมและอะไหล่ โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องติดตามและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบโดยสนับสนุนการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยบนพื้นฐานข้อมูลความเสี่ยงจริง ต้นทุนอะไหล่ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ พร้อมประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนามาตรฐานประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ซึ่งสมาคมฯ เชื่อมั่นว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยเสริมความมั่นคงของระบบประกันวินาศภัย เพิ่มความสามารถในการรองรับความเสี่ยงรอบด้าน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลขผลดำเนินงานภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมทั้งปียังไม่สามารถสรุปประกาศตัวเลขออกมา แต่ทว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้แถลงผลประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัย ณ 3 ไตรมาสแรก (มกราคม–กันยายน) ของปี 2568 ออกมาแล้วว่า มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 215,103 ล้านบาท โดยประมาณการทั้งปี 2568 คาดเติบโต 2.0%–3.0% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 292,290–295,150 ล้านบาท
ทั้งนี้ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัยในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม–กันยายน) ปี 2568 มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 215,103 ล้านบาท เติบโต 2.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าตลอดปี 2568 ธุรกิจจะเติบโตอยู่ในช่วง 2.0–3.0% หรือมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 292,290–295,150 ล้านบาท แม้ว่าปี 2568 จะเป็นปีที่ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยต้องเผชิญความเสี่ยงจากหลายปัจจัย ทั้งภัยธรรมชาติ เหตุการณ์อุบัติภัย และความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่ผลประกอบการโดยรวมยังคงขยายตัวได้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวของอุตสาหกรรม
ปี 2569 ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยยังต้องเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเฉพาะด้านมากขึ้น รวมถึงความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภัยไซเบอร์ และประเด็น ESG
ทั้งนี้ ภายใต้ความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยได้เตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งบริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศผ่านการใช้แบบจำลองภัยพิบัติและการประกันภัยต่ออย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเสริมเสถียรภาพระบบประกันสุขภาพผ่านความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อควบคุมต้นทุนและรับมือเงินเฟ้อทางการแพทย์
ขณะเดียวกัน จากการติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบจากมหาอุทกภัยภาคใต้ จากข้อมูลของสำนักงาน คปภ. ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2568 พบว่ามีจำนวนกรมธรรม์ที่มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนรวม 62,147 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 16,029 ล้านบาท และเมื่อรวมการประเมินความเสียหายเพิ่มเติม คาดว่ามูลค่าความเสียหายรวมจากเหตุอุทกภัยครั้งนี้จะอยู่ในช่วงประมาณ 23,000–27,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น รถยนต์ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 25,000 ถึง 30,000 คัน (เฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ประมาณ 9,000 ถึง 12,000 คัน) มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 11,000–13,000 ล้านบาท และประกันภัยทรัพย์สินรวมประมาณ 12,000–14,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงสัดส่วนกรมธรรม์ที่ได้รับผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด โดยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจในพื้นที่น้ำท่วมมีสัดส่วนเพียง 6.4% และประกันภัยทรัพย์สิน 11.7% ของกรมธรรม์ทั้งหมด ซึ่งยังไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบประกันวินาศภัยไทย โดยอุตสาหกรรมยังมีอัตราความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงกว่า 200% และภาระสินไหมทดแทนหลังการประกันภัยต่ออยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ใหญ่ในอดีต
“จากการประเมินในทุกมิติ สมาคมประกันวินาศภัยไทยขอยืนยันว่า ระบบประกันวินาศภัยของประเทศยังมีความมั่นคงและแข็งแกร่ง เงินกองทุนและการบริหารการประกันภัยต่ออยู่ในระดับที่สามารถรองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรงได้อย่างเพียงพอ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของระบบประกันวินาศภัยไทยในการรับมือกับภัยพิบัติ แต่ยังตอกย้ำถึงความจำเป็นของการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและการสร้างความตระหนักด้านการประกันภัยธรรมชาติในวงกว้าง สมาคมฯ จะเดินหน้าอย่างเต็มที่ในการดูแลผู้เอาประกันภัย เสริมความพร้อมของระบบ และยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชน เพื่อให้ระบบประกันวินาศภัยเป็นกลไกหลักในการคุ้มครองเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป” นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวทิ้งท้าย







