สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์กลางเดือนมกราคม 2569 สะท้อนภาพ “ความเปราะบาง” ของภาคการผลิตที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนไม่สิ้นสุด ต้นทุนวัตถุดิบสำคัญโดยเฉพาะอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศเริ่มชะลอลงอย่างมีนัยหลังผ่านพ้นช่วงเทศกาลปีใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศตลาดโดยรวมตกอยู่ในภาวะ “ต้นทุนพุ่ง ยอดขายแผ่ว” ซึ่งเริ่มสะท้อนชัดผ่านดัชนีราคาสินค้าเกษตรหลายรายการที่อ่อนแรงลงหรือทรงตัวในระดับที่น่ากังวลต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการและเกษตรกร
ปัจจัยที่โดดเด่นที่สุดในสัปดาห์นี้หนีไม่พ้นการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของ ราคากากถั่วเหลืองนำเข้า ซึ่งขยับจากกิโลกรัมละ 14.85 บาท ไปแตะระดับ 16.15 บาท ภายในระยะเวลาอันสั้น แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคที่ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับแรงซื้อจากจีนที่เร่งสะสมสต็อกในสัดส่วนสูงถึงราว 80% ของเป้าหมาย แม้ฝั่งผู้ผลิตรายใหญ่อย่างบราซิลจะมีสัญญาณผลผลิตถั่วเหลืองที่อุดมสมบูรณ์เป็นประวัติการณ์ แต่ปัจจัยด้านจิตวิทยาตลาดจากความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงปริมาณการบดถั่วเหลืองในสหรัฐฯ ที่ทำสถิติสูงสุด กลับยิ่งตอกย้ำแรงกดดันด้านราคา ส่งผลให้กากถั่วเหลืองแข็งตัวในระดับสูงอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นภาระต้นทุนก้อนใหญ่ของภาคปศุสัตว์ไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก
ในทางกลับกัน วัตถุดิบอาหารสัตว์บางรายการภายในประเทศยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทรงตัวอยู่ที่ระดับกิโลกรัมละ 9.85 บาท สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกที่เริ่มมีการปรับฐาน หลังราคาซื้อขายในตลาด CBOT อ่อนตัวลงเล็กน้อยจากปริมาณสต็อกส่วนเกินของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ ปลาป่น ยังคงเคลื่อนไหวอย่างสงบ แม้ปริมาณการจับปลาในเปรูจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นของราคากากถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักด้านโปรตีน ย่อมส่งแรงกระเพื่อมเป็นลูกโซ่ต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนชัดเจนที่สุดในภาคการเลี้ยงสุกร ซึ่งกำลังเผชิญ “ภาวะเปราะบางเรื้อรัง” ราคาสุกรหน้าฟาร์มยังคงถูกกดให้อยู่เพียงราว 89–96% ของต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนเฉลี่ยประมาณ 300–800 บาทต่อตัว สถานการณ์นี้ไม่เพียง "บั่นทอน" สภาพคล่องของผู้เลี้ยงรายย่อย แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมสุกรไทยในระยะยาว หากต้นทุนอาหารสัตว์ยังไม่สามารถปรับลดลงได้ตามกลไกตลาด
ขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรสำคัญอย่าง ไก่เนื้อ และ ข้าว กลับเผชิญแรงกดดันด้านราคาจากฝั่งอุปสงค์ที่อ่อนตัวลงอย่างชัดเจน ราคาไก่เนื้อปรับลดจากกิโลกรัมละ 41 บาท เหลือเพียง 38 บาท สะท้อนการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอลงหลังพ้นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง ส่วนตลาดข้าว ต้องเผชิญแรงกดดันซ้อนจากทั้งความผันผวนของค่าเงินบาทและราคาส่งออกในตลาดโลกที่อ่อนแรง โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับลดลงมาอยู่ที่กระสอบละ 1,150 บาท ภาพดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในตลาดส่งออก ขณะที่ความต้องการจากต่างประเทศเริ่มลดระดับลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก
เมื่อพิจารณาภาพรวม สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยในสัปดาห์นี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้าสำหรับไตรมาสแรกของปี 2569 เมื่อกลไกราคาหลายรายการยังไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ โดยเฉพาะการปรับขึ้นของราคากากถั่วเหลืองที่เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะตลาดเนื้อสัตว์และสินค้าเกษตรปลายน้ำที่ซบเซา ความท้าทายสำคัญในระยะถัดไปจึงอยู่ที่การประคองสมดุลระหว่างภาระค่าครองชีพของผู้บริโภคกับความอยู่รอดของเกษตรกร ภายใต้ปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือทิศทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งทั้งหมดนี้อาจกลายเป็นตัวแปรชี้ขาดว่าภาคเกษตรไทยจะสามารถยืนหยัดและปรับตัวฝ่าคลื่นความผันผวนครั้งใหม่นี้ไปได้มากน้อยเพียงใด








