ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย
มูลเหตุจูงใจของผู้นำสองประเทศ
การที่ทรัมป์และเบนจามิน เนทันยาฮู อาจตัดสินใจก้าวข้ามเส้นแดงเพื่อโจมตีอิหร่านนั้นมีแรงจูงใจที่ซับซ้อนทั้งทางการเมืองและยุทธศาสตร์ สำหรับทรัมป์ การโจมตีอิหร่านอาจเป็นการสานต่อนโยบาย "ความกดดันสูงสุด" (Maximum Pressure) ที่เขาเคยใช้ในวาระแรก รวมถึงการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2018 ทรัมป์มองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์สหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทั่วภูมิภาค การพัฒนาขีปนาวุธ และโครงการนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ สงสัยว่ามีจุดมุ่งหมายทางทหาร นอกจากนี้ การแสดงความแข็งแกร่งทางทหารยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของทรัมป์ในฐานะผู้นำที่ "เข้มแข็งและเด็ดขาด" ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญต่อฐานเสียงของเขา
ในส่วนของเนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่เผชิญปัญหาทั้งคดีคอร์รัปชันและแรงกดดันทางการเมืองภายใน สงครามกับอิหร่านอาจเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนสนามการเมือง เนทันยาฮูมองอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์และเครือข่าย "แกนต้านทาน" ที่ล้อมรอบอิสราเอลจากเลบานอน ซีเรีย กาซา และเยเมน การทำลายศักยภาพทางทหารของอิหร่านจะเป็นการเปิดทางต่อแผนการขยายดินแดนในตะวันออกกลาง และอาจทำให้ความนิยมของเขากลับมาพุ่งสูงในช่วงสงคราม ตามหลักการที่ว่าประชาชนมักจะรวมตัวสนับสนุนผู้นำในยามวิกฤต
การบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ที่ตัดช่องทางน้ำมันของจีน ประกอบกับแรงกดดันต่ออิหร่านที่เพิ่มขึ้น ทำให้บางฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ใหญ่ในการตัดทรัพยากรพลังงานของคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐฯ
ผลกระทบทางทหารและการขยายตัวของสงคราม
หากสหรัฐฯ และอิสราเอลตัดสินใจโจมตีอิหร่านอีก โอกาสที่สงครามจะจำกัดอยู่แค่การโจมตีทางอากาศครั้งเดียวนั้นต่ำมาก เพราะอิหร่านสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่เรียกว่า "แกนต้านทาน" (Axis of Resistance) กระจายอยู่ทั่วตะวันออกกลางมานานหลายสิบปี ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนซึ่งมีขีปนาวุธนับแสนลูกพร้อมโจมตีทุกพื้นที่ในอิสราเอล กลุ่มฮูทีในเยเมนที่สามารถโจมตีเรือในทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซีย กลุ่มติดอาวุธในอิรักและซีเรียที่สามารถโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และกลุ่มต่างๆ ในปาเลสไตน์ ล้วนเป็นพันธมิตรที่อิหร่านสามารถเรียกใช้ได้
การตอบโต้ของอิหร่านน่าจะรุนแรงและหลากหลายแนวรบ ตั้งแต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก การโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก บาห์เรน กาตาร์ คูเวต และ UAE ไปจนถึงการยิงขีปนาวุธใส่เมืองสำคัญของอิสราเอลและโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย
ที่น่ากังวลคือโครงสร้างของสงครามสมัยใหม่ที่ไม่มีแนวหน้าที่ชัดเจน การโจมตีอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุดทั่วภูมิภาค ตั้งแต่เลบานอนไปจนถึงเยเมน สร้างความท้าทายอย่างมากต่อการตอบโต้ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ประกอบกับการใช้โดรน ขีปนาวุธพิสัยไกล และการโจมตีทางไซเบอร์ที่ยากต่อการป้องกัน
บทบาทของมหาอำนาจและการเมืองโลก
จีนและรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่านจะไม่นิ่งดูดาย แม้อาจไม่ส่งกองทัพเข้าสู้รบโดยตรง แต่การสนับสนุนในรูปแบบอื่นมีโอกาสสูงมาก สำหรับจีน ปัญหาน้ำมันเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง จีนนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเป็นจำนวนมหาศาล และการที่สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลาก็ตัดช่องทางน้ำมันอีกทางเลือกหนึ่งของจีนไปแล้ว หากอิหร่านถูกทำลายหรือถูกควบคุมโดยสหรัฐฯ จีนจะสูญเสียแหล่งพลังงานสำคัญและอิทธิพลในภูมิภาค จีนอาจตอบโต้ด้วยการเพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อไต้หวัน บังคับให้สหรัฐฯ ต้องกระจายกำลังสู้รบสองแนวรบพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ อ่อนแอลงในทั้งสองพื้นที่ นอกจากนี้จีนอาจให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจ ข่าวกรองดาวเทียม และอาวุธแก่อิหร่านผ่านช่องทางลับ
รัสเซียซึ่งกำลังสู้รบในยูเครนก็จะได้รับประโยชน์จากสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้นจะเป็นรายได้สนับสนุนสงครามของรัสเซีย และสหรัฐฯ ที่ต้องจัดการวิกฤตหลายจุดอาจต้องผ่อนปรนท่าทีต่อรัสเซียในประเด็นยูเครน รัสเซียอาจแลกเปลี่ยนการไม่สนับสนุนอิหร่านมากเกินไปกับการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดครองในยูเครนหรือการยกเลิกคว่ำบาตรบางส่วน รัสเซียมีฐานทัพในซีเรีย สามารถให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อิหร่านได้ทันที
ซาอุดีอาระเบียและประเทศอาหรับอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซียจะอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก แม้จะเป็นคู่แข่งกับอิหร่าน แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการสงครามที่อาจทำให้โรงกลั่นน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานของตนถูกทำลาย ซาอุดีอาระเบียกำลังพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์กับอิหร่าน และไม่อยากถูกลากเข้าสู่สงคราม ในขณะที่อียิปต์และตุรกีน่าจะพยายามเล่นบทบาทคนกลางทางการทูต แต่ประธานาธิบดีแอร์โดอันของตุรกีที่วิพากษ์อิสราเอลอย่างหนักอาจถูกกดดันจากประชาชนให้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนมากขึ้น
ทำไมอิหร่านถึงโค่นล้มยาก
หลายคนอาจเปรียบเทียบอิหร่านกับอิรักในปี 2003 หรือลิเบียในปี 2011 แต่อิหร่านแตกต่างอย่างมาก ประการแรก อิหร่านมีโครงสร้างรัฐที่แข็งแกร่งและซับซ้อนกว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ไม่เพียงเป็นกองทัพ แต่ยังเป็นกลุ่มอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ฝังรากลึกในสังคมอิหร่าน พวกเขามีความภักดีต่อระบบสูงและพร้อมสู้จนถึงที่สุดทำให้ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นไปได้อย่างยากลำบากหรือเกือบเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญระบอบปกครองของอิหร่านมีความศรัทธาในพระเจ้าเป็นหลักยึดเหนี่ยวและยังมีมวลชนผู้ศรัทธาจำนวนนับล้านที่จะคอยปกป้องระบอบ
ประการที่สอง อิหร่านมีประสบการณ์รับมือกับแรงกดดันจากต่างชาติมากว่า 40 ปี นับจากการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 พวกเขารอดพ้นจากสงครามอิหร่าน-อิรักที่ยาวนาน 8 ปี การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วง และความพยายามจากภายนอกที่จะสนับสนุนการจลาจลภายใน ระบบการปกครองของอิหร่านพัฒนากลไกในการอยู่รอดภายใต้แรงกดดันจนเชี่ยวชาญ
ประการที่สามคือภูมิประเทศ อิหร่านมีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 17 ของโลก ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและทะเลทราย การยึดครองทางบกจะยากมากและต้องใช้กำลังพลมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่มีและไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่จะทำ
ประการสุดท้ายคือชาตินิยม แม้ประชาชนอิหร่านหลายคนจะไม่พอใจรัฐบาล แต่เมื่อถูกโจมตีจากภายนอก ความรู้สึกชาตินิยมเปอร์เซียที่มีมาหลายพันปีจะถูกปลุกให้ตื่น การพยายามโค่นล้มรัฐบาลด้วยการสนับสนุนการจลาจลภายในอาจได้ผลตรงกันข้าม ทำให้ประชาชนหันมาสนับสนุนรัฐบาลแทนโดยเฉพาะการเผามัสยิดอันเป็นศูนย์กลางทางศาสนา
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม
ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล อาจถึง 200-300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีบ่อยครั้ง การที่น้ำมันประมาณ 20% ของโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ หมายความว่าการหยุดชะงักจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทันที
เศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวจากปัญหาเงินเฟ้อและยังมีความเปราะบางจะถูกกระทบหนัก ราคาสินค้าและบริการทุกอย่างจะพุ่งสูงตามราคาพลังงาน ประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบมากที่สุด อาจเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ
ในด้านมนุษยธรรม ผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน ไม่เพียงในอิหร่าน แต่รวมถึงอิรัก เลบานอน ซีเรีย เยเมน และอิสราเอล ประชาชนธรรมดาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางการเมืองจะต้องจ่ายราคาด้วยชีวิตและทรัพย์สิน วิกฤตผู้ลี้ภัยอาจเกิดขึ้นเป็นคลื่นใหม่ โดยเฉพาะจากเลบานอนและซีเรีย
สถานการณ์เลวร้ายที่สุด: ก้าวสู่สงครามโลก?
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือโอกาสที่สงครามอิหร่านจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระดับโลก หากจีนใช้โอกาสนี้เพิ่มแรงกดดันต่อไต้หวันอย่างจริงจัง รัสเซียขยายการโจมตีในยูเครน เกาหลีเหนืออาจเคลื่อนไหวบางอย่าง โลกจะเผชิญกับวิกฤตหลายจุดพร้อมกันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
สหรัฐฯ จะต้องตัดสินใจว่าจะจัดสรรทรัพยากรทางทหารอย่างไร การทำสงครามหลายแนวรบพร้อมกันต้องใช้งบประมาณมหาศาล กำลังพลจำนวนมาก และความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ยากจะหาได้ในสภาวะที่สังคมอเมริกันแบ่งขั้วอย่างรุนแรง พันธมิตรของสหรัฐฯ ในยุโรปและเอเชียจะต้องเลือกข้าง ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หลายประเทศมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นกับจีนและต้องการรักษาความเป็นกลาง NATO อาจแตกแยกจากหลายสาเหตุ
ความเสี่ยงของการใช้อาวุธนิวเคลียร์ แม้จะยังต่ำ แต่ก็ไม่ใช่ศูนย์ หากสงครามลุกลามและทุกฝ่ายรู้สึกว่าถูกต้อนจนมุม การตัดสินใจที่สิ้นหวังอาจเกิดขึ้นได้
ทางเลือกอื่นและบทสรุป
การโจมตีทางทหารไม่ใช่ทางเลือกเดียว การทูตแม้จะยากลำบาก แต่ยังเป็นไปได้ การกลับเข้าสู่กรอบการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ในรูปแบบใหม่ การผ่อนคลายความตึงเครียดผ่านการเจรจาแบบทีละขั้น และการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจแบบมีเป้าหมายแทนการใช้กำลังทหาร ล้วนเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา
ประเทศคนกลางอย่างกาตาร์ โอมาน อาจเล่นบทบาทในการอำนวยความสะดวกการเจรจาลับ ประสบการณ์จากข้อตกลง JCPOA ในปี 2015 แสดงให้เห็นว่าการเจรจายังเป็นไปได้ แม้ความไว้เนื้อเชื่อใจจะต่ำมาก
สงครามมักเริ่มง่ายแต่จบยาก ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยตัวอย่างของผู้นำที่คิดว่าสงครามจะสั้นและชนะง่าย แต่กลับกลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและทำลายล้าง แต่สงคราม "รวดเร็วและเด็ดขาด" ในอิหร่านมีโอกาสต่ำมากที่จะเป็นจริง ในทางกลับกัน มันอาจเปิดกล่องแพนดอร่าของความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ผลที่สุดได้
มีแต่คนบ้ากับซาตานเท่านั้นที่นิยมชมชอบสงคราม








