บทความ บทวิเคราะห์

เด็กเกิดน้อยสุดรอบ 75 ปี สัญญาณเงียบกำหนดอนาคตประเทศ

แชร์ข่าว

สถานการณ์ประชากรไทยในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในรอบกว่า 7 ทศวรรษ โดยในปี 2568 ข้อมูลสถิติจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เผยให้เห็นยอดเด็กเกิดใหม่ที่ลดต่ำลงเหลือเพียง 416,574 คน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี และนับเป็นปีแรกที่ยอดการเกิดต่ำกว่า 5 แสนคนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

หากย้อนกลับไปในปี 2493 ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 5.2 แสนคน และเคยพุ่งสูงขึ้นเกินปีละ 1 ล้านคนในช่วงปี 2506-2526 โดยมีจุดสูงสุดในปี 2514 ที่มียอดการเกิดถึง 1,221,228 คน แต่หลังจากปี 2527 เป็นต้นมา จำนวนการเกิดกลับลดลงอย่างต่อเนื่องจนน่าตกใจ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในปี 2568 อยู่ที่ 559,684 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สะท้อนภาวะ "ตายมากกว่าเกิด"

สาเหตุของวิกฤตินี้มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับมิติทางสังคมศาสตร์หลายประการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่เผชิญกับภาวะ "Marriage Strike" หรือการชะลอการแต่งงาน และปรากฏการณ์ "Gold Miss" ในกลุ่มผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงและสถานภาพทางสังคมดี ซึ่งเลือกที่จะครองตัวเป็นโสดมากขึ้น

โดยผลสำรวจจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าคนไทยถึง 71% เห็นว่าเด็กเกิดน้อยเป็นวิกฤติระดับชาติ แต่มีคู่สมรสเพียง 33% เท่านั้นที่ยืนยันว่าจะมีบุตร ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งคือภาระทางเศรษฐกิจ โดยต้นทุนการเลี้ยงดูบุตรหนึ่งคนจนจบปริญญาตรีในปัจจุบันอาจสูงถึง 3 ล้านบาท ท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูงแต่รายได้เพิ่มขึ้นไม่ทัน นอกจากนี้ยังมีปัญหาภาวะมีบุตรยากที่พบในคู่สมรสถึง 11.6% - 15% และข้อจำกัดทางกฎหมายในอดีตที่ยังไม่เอื้อต่อครอบครัวทางเลือกหรือการรับบุตรบุญธรรม

ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super Aged Society) ภายในปี 2577 โดยคาดว่าจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการหดตัวของวัยแรงงาน ซึ่งประธานสมาคมธนาคารไทยได้ออกโรงเตือนว่า ภาวะวัยแรงงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจะกระทบภาคการคลังอย่างรุนแรงเนื่องจากฐานภาษีที่แคบลงแต่ภาระงบประมาณดูแลผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้น นำไปสู่ปัญหางูกินหางในระบบเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นในอีก 60 ปีข้างหน้า หากไม่มีการแก้ไข ประชากรไทยอาจลดลงเหลือเพียง 33 ล้านคน หรือหายไปเกือบครึ่งหนึ่งจากปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม วิกฤตินี้ยังมาพร้อมกับโอกาสในการเกิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เช่น Solo Economy ที่มุ่งตอบโจทย์ครัวเรือนคนเดียวที่มีจำนวนกว่า 7 ล้านครัวเรือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเนื่องจากไม่มีภาระเลี้ยงดูบุตร รวมถึงเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มผลิตภาพทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป นอกจากนี้ การลดลงของประชากรยังอาจเป็นผลดีต่อการลดการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติและช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ในระยะยาว

แนวทางแก้ไขในระดับสากลพบว่าหลายประเทศมีความพยายามที่หลากหลาย เช่น สิงคโปร์ที่ใช้มาตรการทางภาษีและเงินอุดหนุนควบคู่ไปกับโครงการสมดุลชีวิตกับการทำงาน (Work-Life Balance) ส่วนเกาหลีใต้ที่เผชิญอัตราการเจริญพันธุ์รวมต่ำที่สุดในโลกที่ 0.72 ได้ทุ่มงบประมาณทั้งเงินโบนัสเด็กแรกเกิดและการลดหย่อนภาษีขนานใหญ่ สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขพยายามผลักดันเรื่อง "ส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพ" เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายให้อัตราการเจริญพันธุ์ไม่น้อยกว่า 1.0 ภายในปี 2570 พร้อมกับนโยบาย "5x5" ของกระทรวง พม. ที่เน้นการเสริมพลังวัยทำงาน การดูแลเด็กปฐมวัย และการสร้างระบบนิเวศที่น่าอยู่เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่มีครอบครัว

ในมิติของมาตรการทางภาษีซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐ ปัจจุบันไทยมีการให้ค่าลดหย่อนบุตรคนแรก 30,000 บาท และเพิ่มเป็น 60,000 บาทสำหรับบุตรคนที่สอง รวมถึงสิทธิลดหย่อนค่าฝากครรภ์และคลอดบุตรตามจริงไม่เกิน 60,000 บาท แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับมาตรการในต่างประเทศ เช่น มาเลเซียที่ยกเว้นภาษีการขายในสินค้าแม่และเด็ก หรือสิงคโปร์ที่ให้สิทธิลดหย่อนพิเศษแก่แม่ที่ทำงาน รัฐจึงควรพิจารณานำสิทธิลดหย่อนเพื่อการศึกษาบุตรกลับมาใช้ และส่งเสริมให้ภาคเอกชนจัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กหรือ "มุมนมแม่" ในสถานประกอบการอย่างจริงจังผ่านการอุดหนุนทางภาษี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพ่อแม่ในการกลับเข้าสู่ระบบแรงงาน

ท้ายที่สุด การฝ่าวิกฤติเด็กเกิดน้อยไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ประชากรไทยในอนาคตมีความมั่นคงและยั่งยืน

ข่าวแนะนำ