ในการประชุมครม.ของ “รัฐบาลรักษาการ” เมื่อวันที่ 13 ม.ค.69 ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากมี “ข้อกังวล” ของบรรดารัฐมนตรีที่เข้าประชุมว่าอะไรทำได้ หรือเรื่องใดที่ทำไม่ได้ !
รายงานระบุว่า ทั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ “อรรถกร ศิริลัทธยากร” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้สอบถามในที่ประชุมครม.ถึงความเหมาะสมในการเสนอขออนุมัติโครงการหรือมาตรการบางเรื่อง เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นการสร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดถัดไปหรือไม่ เพราะเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ
ขณะที่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกฯ ก็ไม่สามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจน ไม่มีหน่วยงานใดสามารถชี้ขาดได้โดยตรง แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่จะให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า
ดังนั้นที่ประชุมครม. มีข้อสรุปให้มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน สำหรับการเสนอเรื่องในช่วง “รัฐบาลรักษาการ”
อย่างไรก็ดี หากยังไม่มีความชัดเจน ว่ารัฐบาลรักษาการสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง แล้วยังมีการอนุมัติหรือเดินหน้า อาจเกิดปัญหามีผู้ไปยื่นคำร้องให้องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบตามมาในภายหลัง
ในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาผู้แทนฯ ครบวาระ มาตรา 168 (1) กำหนดให้ คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลที่พ้นจากตำแหน่งด้วยการยุบสภาหรือครบวาระ ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ซึ่งเรียกกันว่า “รัฐบาลรักษาการ”
ส่วน มาตรา 169 กำหนดข้อห้ามว่า ด้วยเรื่องสำคัญๆ สำหรับรัฐบาลรักษาการไว้ ได้แก่
-ห้ามอนุมัติงานหรือโครงการ ที่ก่อภาระผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ยกเว้นกรณีที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีอยู่แล้ว
-ห้ามการแต่งตั้งโยกย้ายหรือถอดถอนบุคลากรของรัฐ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน
-ห้ามอนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน
-ห้ามใช้ทรัพยากรของรัฐที่อาจมีผลในการเลือกตั้ง
หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ครม.เองเคยทำเรื่องสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้ว กรณี ออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่
ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่า การออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับแล้ว เข้าลักษณะเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นอกจากนี้ “โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2” ที่ทำเอาคนทั่วบ้านทั่วเมือง ต้องอกหักไปตามๆกัน เพราะครม.รักษาการ ของ “นายกฯอนุทิน” ไม่สามารถ เดินหน้าต่อ เพราะติดล็อก ม.169 เนื่องจากเป็นการ “ก่องบผูกพัน” ข้ามรัฐบาล ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่า “รัฐบาลใหม่” จะเป็นใคร
อำนาจของรัฐบาลรักษาการ จึงถูกกำหนดเอาไว้ด้วยกรอบแห่งรัฐธรรมนูญ ม.169 ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย และเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลรักษาการใช้งบประมาณและโครงการรัฐ ไปเพื่อ “หาเสียง” เอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง !







