การเมืองไทยในศึกเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของกลุ่ม "บ้านใหญ่" ทั่วประเทศ ที่ต่างถอดบทเรียนจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 เพื่อความอยู่รอดในสนามการเมืองรอบใหม่
โดยกลยุทธ์ที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนจากการทุ่มสรรพกำลังสู้กันเองจนเกิดภาวะบาดเจ็บล้มตายทางการเมืองทั้งสองฝ่าย มาเป็นการจับมือประสานแบ่งปัน และจัดสรรแบ่งเขตเลือกตั้งกันอย่างลงตัวเพื่อลดการตัดคะแนนกันเอง พร้อมมุ่งเป้าไปที่การต้านทานกระแสของพรรคการเมืองใหม่ที่มาแรงอย่างค่ายสีส้ม นอกจากนี้ยังมีวิธี "แตกบ้านใหญ่" โดยการกระจายทายาทหรือเครือข่ายลงสมัครในหลายพรรคการเมืองเพื่อเพิ่มโอกาสในการกลับเข้าสู่สภาให้ได้ไม่ว่าจะอยู่พรรคใดก็ตาม
บรรยากาศการหาเสียงในปัจจุบันที่ดูไม่คึกคักและค่อนข้างซึมเซา ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดของ กกต. เกี่ยวกับป้ายหาเสียงที่ผู้สมัครทำป้ายแนวตั้งได้ไม่เกิน 2 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้ง และพรรคทำป้ายใหญ่ได้เพียง 1 ป้าย ซึ่งสถานการณ์นี้อาจเป็นผลดีและสร้างความได้เปรียบให้กับบ้านใหญ่ที่มีคะแนนนิยมตัวบุคคลและฐานเสียงเดิมที่แน่นหนาอยู่แล้ว โดยเฉพาะระบบเครือข่ายหัวคะแนนและพันธมิตรที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นทุนเดิมที่สำคัญ ยังไม่นับปัจจัยเรื่องกระสุน หรือทรัพยากรทางการเงิน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในพื้นที่จังหวัดชลบุรี แต่เดิมสายของคุณสนธยา คุณปลื้ม และคุณสุชาติ ชมกลิ่น เคยต่อสู้กันอย่างหนักจนพ่ายแพ้ให้กับค่ายสีส้มในครั้งก่อน แต่ครั้งนี้มีการหันมาจับมือประสานงานและแบ่งเขตกันลงตัว เช่นเดียวกับที่จังหวัดสมุทรปราการ ที่บ้านใหญ่ร่วมกับเครือข่ายเดิมของพรรคเพื่อไทย เช่น กลุ่มของคุณวรชัย เหมะ และคุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ที่ส่งทายาทลงสมัครในนามพรรคเดียวกันโดยไม่แข่งกันเอง ซึ่งผลจากการคำนวณคะแนนสถิติปี 2566 พบว่าหากรวมคะแนนอันดับ 2 และอันดับ 3 ของบ้านใหญ่และเพื่อไทยเข้าด้วยกัน จะสามารถเอาชนะคะแนนอันดับ 1 ของพรรคสีส้มได้เกือบทุกเขตเลือกตั้ง
ความมั่นใจของบ้านใหญ่ในครั้งนี้ยังมาจากประเมินว่ากระแสของพรรคประชาชน อาจไม่ร้อนแรงเท่าสมัยอดีตพรรคก้าวไกลที่มีคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้นำ ขณะเดียวกันบางบ้านใหญ่ยังอาศัยรากฐานของระบบอุปถัมภ์ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนในชนบทมาอย่างยาวนาน ทั้งการดูแลธุรกิจ การจ้างงาน และการเป็นที่พึ่งพิงในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบพี่น้องที่ฝังรากลึกเกินกว่าจะถูกตัดขาดได้ง่าย
แม้ในเขตเมืองกลุ่มคนรุ่นใหม่จะนิยมพรรคการเมืองหัวก้าวหน้า แต่ในพื้นที่รอบนอกและชนบท คะแนนตัดสินที่ต้องการอย่างน้อย 30,000 - 40,000 คะแนน ยังคงต้องพึ่งพาระบบฐานรากที่บ้านใหญ่มีความเชี่ยวชาญ การเลือกตั้งรอบนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ว่ากลยุทธ์การนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว และการรวมตัวกันสู้ของบ้านใหญ่ จะสามารถทวงคืนพื้นที่และรับมือกับกระแสความเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จหรือไม่








