การเลือกตั้งสส.ครั้งนี้ นอกจากตัวผู้สมัครและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของแต่ละพรรคจะต้อง “ขี่กระแส” เพื่อดึงแต้มแล้ว การนำเสนอ “นโยบาย” เพื่อให้ประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับรู้ และเชื่อมั่นว่าหากเลือกพรรคใด หรือ “ใคร” ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในฐานะ “รัฐบาลใหม่” แล้ว การแก้ปัญหา จะต้องเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้จริง มากที่สุด !
“ปัญหาปากท้อง” คือโจทย์ใหญ่ และเป็นโจทย์ข้อยาก ที่หลายพรรคการเมือง ได้เสนอนโยบายเพื่อทำให้ “คนไทย หายจน” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ อยู่ในความผันผวน
พรรคประชาธิปัตย์ รอบนี้ต้องถือว่า ฟอร์มดี เพราะทั้งได้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมานั่งหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย “กรณ์ จาติกวณิช” อดีตขุนคลัง
ทั้งนี้พรรคสีฟ้า ชูสโลแกน “ไทยหายจน” พรรคชูนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายใต้ 4 เสาหลัก 27 นโยบาย
เสาที่ 1 “หายจนรายได้” เน้นยกระดับรายได้เกษตรกรและแรงงาน ด้วยการประกันรายได้พืชผลสำคัญ เสาที่ 2 “หายจนใจ” มุ่งเสริมหลักประกันชีวิตทุกช่วงวัย เสาที่ 3 “หายจนปัญญา” ปรับระบบการศึกษาเป็นแบบยืดหยุ่น เสาที่ 4 “หายจนตรอก” เน้นปฏิรูประบบรัฐด้วยดิจิทัล One-ID และ Citizen Wallet เปิดข้อมูลรัฐ (Open Data) ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างด้วย AI
ขณะที่27 นโยบาย มีการระบุถึง ค่าครองชีพลดค่าไฟโดยไม่ใช้ภาษีผ่านการรับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปของประชาชน กำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้า/รถเมล์สูงสุด 30 บาท การออมออกสลากออมทรัพย์รายจังหวัด เฮงได้ แห้วคืน เพื่อส่งเสริมการออมและนำเงินมาตั้งกองทุนรายจังหวัด ภาษีและสวัสดิการเงินเดือนไม่เกิน 40,000 บาทแรกไม่ต้องเสียภาษี (ปรับฐานเงินได้สุทธิเป็น 320,000 บาท/ปี) และเบี้ยคนชราถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อเดือน
มาที่พรรคภูมิใจไทย ที่ดูเหมือนจะ “นำร่อง” ไปแล้ว ด้วยการทำโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ก่อนประกาศยุบสภาฯ และแน่นอนว่าโครงการนี้เรียกคะแนนได้อย่างน่าพอใจ
ล่าสุดนโยบายด้านเศรษฐกิจที่พรรคสีน้ำเงินนำเสนอ จึงตามมาด้วย “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โดยพรรคย้ำว่า เป็นนโยบายที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สร้างรายได้และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมเดินหน้าต่อ ต้องดีกว่าเดิม
นอกจากนี้ยังได้โปรโมทด้วยว่า จากความสำเร็จ จากโครงการตนละครึ่งพลัส เฟส 1 ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี เงินหมุนเวียนกว่า 8.4 หมื่นล้าน ประชาชนใช้สิทธิกว่า 9.2 ล้านราย ดัน GDP ปี 68 เพิ่ม 0.2%
หน้าเพจของพรรคยังอธิบายว่า “มาตรการคนละครึ่ง พลัส เป็นการเติมกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยประชาชนออกครึ่งหนึ่ง รัฐบาลออกครึ่งหนึ่ง เมื่อนำมาผสมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win สามารถทำให้เงินเข้าไปสู่ระบบ เกิดการหมุนของเงินหลายรอบ ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP โตขึ้นได้ และยังเป็นมาตรการจำเป็นที่จะต้องดำเนินต่อไป ช่วงปี 2569-2572 เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน”
ยังไม่นับรวมนโยบายการลดค่าครองชีพของประชาชนขั้นพื้นฐาน อาทิค่าไฟฟ้า จะทำให้ประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้าเพียงหน่วยละ 3 บาท
พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เคยได้รับความไว้วางใจว่าทำนโยบายเศรษฐกิจได้ตอบโจทย์คนไทยมาก่อน แต่ต่อมาไม่สามารถดันโครงการแจกเงินหมื่น เฟส 2 ได้สำเร็จ มาครั้งนี้ เมื่อวันเปิดตัว 3แคนดิเดตนายกฯ 25 ธ.ค.2568 พรรคได้นำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจ ประการแรก คือ การปลดหนี้ ดูแลประชาชนฐานรากและเกษตรกร
สอง คือการส่งเสริมเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม ทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ โดยเพิ่มประสิทธิภาพด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ สาม คือการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยมุ่งพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง
สี่ คือบทบาทของภาครัฐในการสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นคง และหลักนิติธรรม ควบคู่กับการลงทุนในการพัฒนาคน ระบบสวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจมูลค่าสูงในระยะยาว
และที่น่าสนใจนโยบายที่เกี่ยวกับปากท้อง จะอยู่ที่ โครงการไฟฟ้าเพื่อคนไทย ค่าไฟไม่เกิน 3.70 บาท/หน่วย รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย รถเมล์ติดแอร์ 10 บาท หวยเกษียณ และบ้านเพื่อคนไทย
สำหรับพรรคประชาชน ประกาศเลยว่าพรรคมีนโยบายเพื่อปากท้อง ดังนั้นจึงเสนอเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มทันที 4% ธุรกิจเอสเอ็มอี ต้องมีการเพิ่มแต้มต่อเพื่อให้แข่งขันได้ เพิ่มสวัสดิการประชาชน ลดค่าครองชีพมีเบี้ยให้เด็กเล็ก บำนาญผู้สูงอายุ เดือนละ 1,500 บาท ค่าโดยสารรถร่วม อยู่ที่ 8-45 บาท ช่วยค่าเช่าบ้าน 1,000 บาท
พรรคประชาชนยังทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลประชาชนขอเสนอแพคเกจนโยบายปากท้องที่ครบถ้วนรอบด้าน ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาระยะสั้น แต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายพี่น้องประชาชน สร้างระบบขึ้นค่าแรงที่เป็นธรรม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมทุนขนาดเล็กไปในเวลาเดียวกัน”








