ผู้การวิศรุฒน์
ในจำนวน ทหารไทยที่ เสียชีวิต 27 นายและ บาดเจ็บกว่า 700 นาย จากการสู้รบรอบที่สอง ตั้งแต่ 8 ธันวาคม 2568 ก่อนหยุดยิงในเวลาเที่ยงวันของวันที่ 27 ธันวาคม 2568 รวมทั้งการสู้รบรอบแรก 24-28 กรกฎาคม 2568 ที่ เสียชีวิต 15 นายและบาดเจ็บอีกกว่า 200 นาย ส่วนใหญ่จะเป็นทหารชั้นผู้น้อย ทั้งจ่านายสิบ และพลทหาร แต่ก็มีนายทหารระดับผู้บังคับหน่วย หลายคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ทั้งระดับผู้บังคับกองพัน ผู้กอง ผู้หมวด ซึ่งถือเป็นนายทหารหลัก นายทหารสัญญาบัตรที่จบจากโรงเรียนเตรียมทหารและนายร้อย จปร.
เนื่องจากในระดับกำลังรบหรือหน่วยทหารที่เข้าทำการสู้รบ หน้าแนวส่วนใหญ่จะเป็นระดับกองพัน สูงสุดก็คือนายทหารยศพันโทที่เป็นผู้บังคับกองพัน และมีกำลังพลทั้งระดับจ่า นายสิบ และพลทหาร มากที่สุดเรียงตามลำดับจากน้อย ไปหามากแต่ตามโครงสร้างกำลังรบ ที่มักเป็นหน่วยที่ออกทำการรบจริงในหน้าแนว จะไม่มีนายทหารระดับนายพล หรือผู้บัญชาการกองพล เพราะส่วนใหญ่ระดับผู้บังคับบัญชาจะต้องทำหน้าที่วางแผนตัดสินใจและสั่งการรวมถึงปรับแผนการรบอยู่ในแนวหน้า ในจุดที่สามารถมองเห็นหรือรับรู้การสู้รบในแต่ละพื้นที่ได้
แม้แต่ระดับผู้บังคับการกรม ก็มีเพียงบางหน่วยที่ระดับผู้บังคับการกรม ต้องลงไปรบที่หน้าแนวเอง แม้จะมีหลายหน่วยที่ผู้บังคับการกรมไปบัญชาการ และจับปืนสู้รบด้วยก็ตาม
ด้วยโครงสร้างหน่วยในสนามเช่นนี้ และยอดกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงทำให้ฝ่ายที่ต้องการโจมตีกองทัพ มักจะตั้งคำถามว่าการสู้รบมีแต่ทหารชั้นผู้น้อยที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ และโจมตีว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่และระดับนายพลไม่ได้ร่วมรบและเกิดวาทกรรม “นายพลห้องแอร์” หรือ “นักรบห้องแอร์” เกิดขึ้น
ในสภาพความเป็นจริงแล้วหากระดับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงสูงถือปืนมาวิ่งสู้รบเอง ก็จะ เสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูญเสียและกระทบต่อขวัญกำลังใจของกำลังพลหน้าแนว ดังนั้นนายทหารระดับผู้บังคับบัญชา โดยเฉพาะผู้บัญชาการกองพล มักจะต้องอยู่แนวหน้า แต่ไม่ใช่หน้าแนว เพื่อบัญชาการรบ และตัดสินใจ
แต่ก็มีนายทหารชั้นนายพล หลายคน ที่แม้ไม่ได้อยู่หน้าแนว แต่ก็อยู่แนวหน้า คอยลุ้นปฏิบัติการของลูกน้อง และคอยปรับเปลี่ยนแผนแก้ไขปัญหาสถานการณ์เฉพาะหน้า อย่างใกล้ชิด
ทั้ง “แม่ทัพเติ่ง” พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค2 ที่ร่วมบัญชาการรบอยู่ในแนวหน้า คอยส่องกล้องทางไกลดูการปฏิบัติของกำลังพล และดูจากจอภาพของ โดรน และ ระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อมองจุดอ่อนในการสู้รบและปรับแผน เช่นเดียวกับแม่ทัพไก่ พลโทวรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค1 เจ๊ก็บัญชาการรบอยู่แนวหน้าในพื้นที่ กองกำลังบูรพา จ. สระแก้ว ตั้งแต่วันแรกของการสู้รบ จนวันหยุดยิง รวมถึงผู้บัญชาการกองกำลัง หรือผู้บัญชาการกองพล ทั้งพลตรีสมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และ “ผบ เบญ” พลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ขาดก็เพียงแต่ ไม่ได้เป็นคนถือปืนไปวิ่งลุยบุกโจมตีทหารเขมรยึดพื้นที่คืนเท่านั้น แม้ว่าบางคนอาจต้องการสู้รบด้วยตนเองแต่บรรดาลูกน้องคัดค้านเพราะจะทำให้เป็นห่วง หากผู้บังคับบัญชาชั้นสูงมาลุยด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้ทำให้ ยังมีความพยายามโจมตีทหารระดับนายพล ด้วยวาทกรรมนักรบห้องแอร์ หรือนายพลห้องแอร์ อยู่ แต่ก็ยังมี นายทหาร ชั้นนายพลเจ้ถือปืน นำกำลังทหารเข้าบุกยึดแผ่นดินไทยคืน ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะทหารรบพิเศษในการรบ ครั้งที่สอง มีพื้นที่อธิปไตยไทยที่ทหารไทยต้องยึดคืนจากการยึดครองของกัมพูชามายาวนาน เกินหลายจุด
ดังนั้นจึงมีการตั้งหน่วยเฉพาะกิจหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม (ฉก.ปพ.ร่วม) หรือ JSOTF-Joint Special Operation Task Force ที่เป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษของ4 เหล่าทัพ สนธิกำลังกันเพื่อเป็นกำลังส่วนหน้า นำกำลังทหารราบหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่ปกติ เข้ายึดพื้นที่คืน ประกอบด้วยกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 1 พร้อมกองพันปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร) หรือหน่วยซีล ของกองทัพเรือ พร้อมด้วยกองพันลาดตระเวนระยะไกลนาวิกโยธิน ทร. หรือหน่วยรีคอน Recon หน่วยคอมมานโด อากาศโยธิน ทอ. หน่วยอรินทราช และพลร่มนเรศวร 261 ของตำรวจ ร่วมด้วย โดยมีศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย(ศตก.) กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นหน่วยประสานสั่งการ
โดยในส่วนของกองทัพบก มี “ผบ.เด็จ” พลตรีเสด็จ อาคจักร ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่1 ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจ SOTF ในส่วนของกองทัพบก ซึ่ง พลตรีเสด็จ นี่เอง ที่ทำให้คำปรามาส และวาทกรรมนายพลห้องแอร์ มลายสิ้นไป ด้วยเหตุที่พลตรีเสด็จ เป็นนายทหารชั้นนายพลและเป็นระดับผู้บังคับหน่วยกำลังรบ ที่ถือปืนนำลูกน้องทหารรบพิเศษเข้าทำการรบด้วยตัวเอง ในหลายพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และได้ชื่อว่ายากในการเข้ายึดครอง เช่น เนิน 677 ช่องอานม้า จ. อุบลราชธานี ปราสาทคนา จ. สุรินทร์ และปราสาทตาควาย เนิน 350 จ. สุรินทร์ ที่ได้ชื่อว่ายากเพราะทหารไทยอยู่ในชัยภูมิที่ต่ำกว่าเสียเปรียบ ขณะที่ทหารเขมรอยู่บนเนินที่มีความสูง และมีฐานที่มั่นแข็งแรง
แต่ก็ไม่พ้นมือของทหารรบพิเศษ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม ที่สามารถยึดคืนแผ่นดินไทยกลับคืนมาได้หมด ในเกือบทุกพื้นที่ที่เข้าตี หรือประมาณ 99% ต่อให้สูงชันเพียงใดทหารรบพิเศษก็สามารถที่จะขึ้นไปพิชิตได้ จากการวางแผน การรบ ที่ผ่านการศึกษาพื้นที่ และอุปสรรคต่างๆจนทำให้วางแผนรอบคอบ และนำเข้าบุกโจมตีด้วยตนเอง พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะบันไดเหล็กที่เอาไว้ปีนหน้าผาสูงชัน ที่สำคัญระดับผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษมาเองนำรบ เองถือเป็นขวัญกำลังใจที่เข้มแข็งที่สุดของกำลังพลรบพิเศษที่ร่วมรบ
แม้ว่าในยุทธการยึดเนิน 677 ช่องอานม้า จะมีความสูญเสีย กำลังพล ทั้งในส่วนของรบพิเศษ และทหารช่าง ไป4 นาย แต่ถือเป็นความเสียสละในฐานะทหารของแผ่นดิน แลกกับการยึดคืนแผ่นดินไทยกลับมาให้คนไทยทั้งประเทศ ที่สำคัญปฏิบัติการของทหารรบพิเศษ ภายใต้การนำของพลตรีเสด็จในครั้งนี้ ยังสามารถยึดพื้นที่ช่องอานม้า ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทะลุเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้
การที่ระดับผู้บังคับหน่วยต้องร่วมกันสู้รบเองอาจเรียกได้ว่าเป็นประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติของทหารรบพิเศษ ที่ระดับผู้บังคับบัญชาจะต้องแสดงถึงความเป็นผู้นำ เช่นกันกระโดดร่มด้วยตนเอง การปฏิบัติทุกอย่างด้วยตนเอง และเมื่อถึงยามที่ต้องรบ ผู้บังคับบัญชาทั้งระดับผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรมและ ผู้บัญชาการกองพลก็จะนำด้วยตนเอง เพราะย้อนกลับไปในการสู้รบรอบแรก ในยุทธการยึดคืนภูมะเขือ ก.คม2568 ในเวลานั้น “ผบ.เอิร์ธ” พลตรีอินทนนท์ รัตนกาฬ เป็นผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 ก็ได้นำทำการสู้รบบุกยึดภูมะเขือด้วยตนเองมาแล้วเช่นกัน
โดยในเวลานั้นมีรายงานว่า “ผบ.เต้” พลเอกณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ซึ่งในขณะนั้นเป็นพลโท ในตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(ผบ.นสศ.) ก็ได้บัญชาการรบในหน้าแนวด้วย แต่ถ้าว่าครั้งนี้ในการรบรอบที่2 พลตรีเสด็จ ได้ร่วมรบ กับลูกน้อง รบพิเศษด้วยตนเองใน3 สมรภูมิ และประสบความสำเร็จยึดพื้นที่ได้ทั้งหมดโดยไม่มีการสูญเสียเพิ่มเติม
โดยเฉพาะ มิชชั่น เนิน 350 ปราสาทตาควาย เจ๊ต้องนำร่าง 2 ทหารกล้า กลับบ้าน คือจ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน และพลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา ที่พลตรีเสด็จ นำเข้าพื้นที่ด้วยตนเอง เพราะถือว่าเป็นพื้นที่ยากลำบาก ทั้งความสูงของเนินและสนามทุ่นระเบิด จนต้องมีการใช้บังกะโลตอร์ปิโด ระเบิดเปิดทางทำลายสิ่งกีดขวางหลายครั้ง พลตรีเสด็จ เป็นนายทหารเตรียมทหารรุ่น30 จปร.31 แน่วแน่กับการเลือกเป็นทหารรบพิเศษตั้งแต่ตัดสินใจมาเรียนเตรียมทหาร และเป็นนายทหารสัญญาบัตรในจำนวนไม่กี่คนที่เข้าฝึกหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจมหรือหน่วยซีล ของกองทัพเรือไทย รวมถึงของ ทร.สหรัฐสหรัฐอเมริกา ด้วย จึงเป็นนายทหารที่ได้รับการยอมรับจากกำลังพล
แต่พลตรีเสด็จเป็นนายทหารที่เก็บตัวเงียบ พูดน้อย แต่ต่อยหนักจริงจังมุ่งมั่นกับการทำงาน ส่งผลให้กำลังพลรบพิเศษมีความเชื่อมั่น ในทุกปฏิบัติการ ขณะเดียวกันก็มีนายทหารชั้นนายพลระดับผู้บัญชาการกองพล อีกหลายหน่วย ที่ทำหน้าที่แบบปิดทองหลังพระ บัญชาการรบอยู่ในพื้นที่ แต่ไม่อาจเปิดเผยตัวเอง หรือบทบาทหน้าที่ในห้วงที่ผ่านมาได้ เพราะการสู้รบยังไม่จบแม้จะเป็นห่วงหยุดยิง แต่ในอนาคต ระหว่างไทยและกัมพูชา ก็อาจจะมีการปะทะและสู้รบเกิดขึ้นอีกเมื่อใดก็ได้
แต่อย่างน้อยการสู้รบกับกัมพูชาในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเรียกความศรัทธาและเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกองทัพโดยเฉพาะกองทัพบกให้กลับคืนมา แล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้กองทัพต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างกำลังรบ อาวุธยุทธโธปกรณ์ และกำลังพลใหม่หมดเรียกได้ว่าเป็นบทเรียนการรบครั้งสำคัญที่ต้องมาพัฒนาปรับปรุงกองทัพในทุกส่วน
และที่สำคัญทำให้วาทกรรมที่ว่าทหารมีไว้ทำไม ต้องสลายไปโดยพลัน







