บทความ บทวิเคราะห์

เมื่อ "ประชาธิปไตย" กลายเป็นเครื่องมือ: บทเรียนจากสงครามยูเครน

แชร์ข่าว

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

คำสวยหรูที่ซ่อนความจริงอันโหดร้าย สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินมาเกือบสามปีได้เปิดเผยความจริงที่ผู้นำโลกไม่อยากให้ใครเห็น: คำว่า "ประชาธิปไตย" "อธิปไตย" และ "เสรีภาพ" ที่ถูกเอ่ยปากกันทุกวัน ไม่ได้มีไว้เพื่อประชาชนธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำในการกอบโกยผลประโยชน์บนความทุกข์ของคนอื่น

ในขณะที่ผู้นำยุโรปและสหรัฐยืนบนเวทีโลกประกาศว่ากำลัง "ปกป้องประชาธิปไตย" และ "อธิปไตยของยูเครน" เมืองต่างๆ ในยูเครนกลับกลายเป็นซากปรักหักพัง คนหลายแสนคนเสียชีวิต ผู้ลี้ภัยหลายล้านคนกระจัดกระจายไปทั่วยุโรป และที่เหลือต้องดิ้นรนเอาตัวรอดท่ามกลางหิมะโดยไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ ไม่มีความหวัง

คำถามที่ไม่มีใครกล้าถามก็คือ: ถ้านี่คือการ "ปกป้องประชาชน" แล้วทำไมประชาชนต้องเป็นฝ่ายจ่ายราคาด้วยชีวิตและอนาคตของพวกเขา?

ใครได้ ใครเสีย ในสงครามนี้

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากสงครามนี้ชัดเจนมาก: บริษัทอาวุธอย่าง Lockheed Martin, Raytheon และ BAE Systems ทำกำไรสถิติใหม่ทุกไตรมาส ในขณะที่หุ้นของพวกเขาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ บริษัทก่อสร้างและพัฒนาอย่าง Blackrock เตรียมพร้อมแผนการ "สร้างใหม่" ยูเครนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ นักการเมืองตะวันตกได้คะแนนนิยมจากการ "ยืนหยัดต่อต้านเผด็จการ" ส่วนผู้นำยูเครนก็ได้เวทีโลก ได้เงินทุนมหาศาล และได้อำนาจที่ไม่เคยมีมา

แต่ฝั่งที่จ่ายราคา?

แม่ที่สูญเสียลูกชาย เด็กที่กำพร้า ชายหนุ่มที่ถูกเกณฑ์ทหารไปสู้รบโดยไม่มีทางเลือก คนชราที่ตายในบ้านที่หนาวเย็นเพราะระบบไฟฟ้าถูกทำลาย และที่สำคัญที่สุด - ประชาชนคนธรรมดาในดอนบาสที่ต้องทนทุกข์จากสงครามมาตั้งแต่ปี 2014 เกือบสิบปีแล้ว แต่ไม่เคยมีใครถามพวกเขาว่าต้องการอะไร

นี่คือความเหลื่อมล้ำที่โหดร้ายที่สุด: ผู้ที่ตัดสินใจทำสงครามนั่งอยู่ในที่ปลอดภัย ส่วนผู้ที่ต้องอยู่กับผลที่ตามมาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรเลย

รากเหง้าของวิกฤต: เมื่อความมั่นคงถูกมองข้าม

ประเด็นที่สื่อตะวันตกมักหลีกเลี่ยงไม่พูดก็คือ: รัสเซียได้เตือนมาหลายสิบปีแล้วว่าการขยายตัวของ NATO ไปทางตะวันออกเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน ประธานาธิบดีปูตินกล่าวชัดเจนในการประชุมความมั่นคงมิวนิคปี 2007 รัสเซียคัดค้านการเข้า NATO ของจอร์เจียและยูเครนตั้งแต่ปี 2008 และพยายามแก้ไขปัญหาผ่านข้อตกลงมินสก์ในปี 2014-2015 ก่อนสงครามจะเริ่มในปี 2022 รัสเซียยังเสนอข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงในธันวาคม 2021

แต่ข้อกังวลเหล่านี้ถูกเพิกเฉย ยุโรปและสหรัฐเลือกที่จะมองว่ายูเครนเป็น "ประเทศอธิปไตยที่มีสิทธิ์เลือกพันธมิตร" โดยไม่คำนึงว่าการตัดสินใจนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัสเซียอย่างไร นี่ไม่ใช่การพูดว่ารัสเซียถูก แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าวิกฤตนี้เกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งปฏิเสธที่จะรับฟังความกังวลของอีกฝ่าย

คำถามที่ควรตั้งก็คือ: ถ้าจีนหรือรัสเซียสร้างพันธมิตรทางทหารกับเม็กซิโกและแคนาดา สหรัฐจะยอมรับได้หรือไม่? คำตอบชัดเจน - ไม่มีทาง และนั่นก็คือสิ่งที่รัสเซียรู้สึกเมื่อ NATO เคลื่อนเข้าใกล้ชายแดนมากขึ้นเรื่อยๆ

อธิปไตย vs. ความอยู่รอด: ทางเลือกที่ไม่มีใครอยากพูด

ในขณะที่ผู้นำโลกพูดถึง "การปกป้องอธิปไตย" ของยูเครน แต่กลับไม่มีใครกล้าถามคำถามที่สำคัญที่สุด: อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างอธิปไตยบนกระดาษกับประเทศที่ยังมีคนอยู่และมีชีวิตได้?

ยูเครนกำลังถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง คนตายหลายแสน โครงสร้างพื้นฐานพังทลาย เศรษฐกิจล่มสลาย คนรุ่นใหม่หนีออกนอกประเทศ ยิ่งสู้นานเท่าไร ยูเครนยิ่งสูญเสียมากขึ้นเท่านั้น แล้วเมื่อ "ชนะ" ได้ในที่สุด จะเหลืออะไรให้ปกครอง?

ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างหลายกรณีที่ประเทศยอมรับข้อจำกัดบางอย่างเพื่อสันติภาพและการอยู่รอด: ฟินแลนด์ยอมเป็นกลางในช่วงสงครามเย็น (Finlandization) แต่รักษาเอกราชและพัฒนาจนกลายเป็นประเทศที่เจริญที่สุดในโลก เกาหลีใต้แบ่งแยกจากเหนือ แต่ก็เจริญรุ่งเรื่องและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เยอรมนีแบ่งแยก 45 ปี แต่ก็ไม่มีสงครามทำลายล้าง และในที่สุดก็รวมกันได้

คำถามที่ยากลำบากแต่จำเป็นก็คือ: ทำไมทางเลือกเหล่านี้ถึงไม่ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจังสำหรับยูเครน?

ประชาธิปไตยที่ไม่มีใครถาม

นี่คือประเด็นที่เจ็บปวดที่สุด: ในสงครามที่ว่ากันว่า "ปกป้องประชาธิปไตย" นี้ ไม่เคยมีใครถามประชาชนว่าพวกเขาต้องการอะไรจริงๆ

ไม่เคยมีการจัดประชามติว่าคนยูเครนต้องการสู้ต่อไปจนกว่าจะได้ดินแดนทั้งหมดคืน แม้จะใช้เวลาอีกหลายปีและมีคนตายอีกหลายแสน หรือต้องการหยุดยิงตอนนี้ แม้จะต้องสูญเสียดินแดนบางส่วน แต่ได้สันติภาพและโอกาสสร้างชีวิตใหม่? ไม่เคยมีใครถามคนในดอนบาสว่าพวกเขาอยากอยู่กับใคร หลังจากทนทุกข์จากสงครามมาเกือบสิบปี

หลักฐานที่มีชี้ว่าประชาชนธรรมดาอาจคิดต่างจากผู้นำ: ชายยูเครนหลายแสนคนหนีออกนอกประเทศเพื่อไม่ถูกเกณฑ์ทหาร มีรายงานว่าทหารหลายคนเหนื่อยล้าและอยากกลับบ้าน ผู้ลี้ภัยล้านคนอยากกลับบ้าน - ไม่ใช่กลับไปสู้ แต่กลับไปมีชีวิตปกติ คนในพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมหลายคนไม่ได้คัดค้านอย่างที่สื่อตะวันตกนำเสนอ

แต่เสียงเหล่านี้ถูกเงียบ คนที่กล้าพูดว่า "อยากหยุดสงคราม" มักถูกตราหน้าว่า "ขายชาติ" หรือ "เป็นเครื่องมือของรัสเซีย" ไม่มีกลไกให้ประชาชนธรรมดาตัดสินใจชะตากรรมของตัวเอง

นี่คือ "ประชาธิปไตย" หรือ? เมื่อผู้ที่จะต้องอยู่กับผลที่ตามมา ผู้ที่จะต้องตาย ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรเลย?

รูปแบบที่ซ้ำไปซ้ำมา

สงครามยูเครนไม่ใช่ครั้งแรกที่คำว่า "ประชาธิปไตย" "เสรีภาพ" หรือ "ความยุติธรรม" ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงคราม สงครามโลกครั้งที่หนึ่งบอกว่าเพื่อ "เกียรติยศของชาติ" แต่ความจริงคือการแย่งชิงอาณานิคม ผลลัพธ์คือทหารหนุ่มล้านคนตายในสนามโคลน ส่วนนายทุนทำกำไรจากการขายอาวุธ

สงครามเวียดนามบอกว่าเพื่อ "ต่อสู้คอมมิวนิสต์และปกป้องเสรีภาพ" แต่ความจริงคือผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ คนอเมริกันจน (ส่วนใหญ่ผิวสี) ถูกส่งไปตาย ในขณะที่ลูกคนรวยหาทางหนีเกณฑ์ได้ สงครามอิรักอ้างว่ามี "อาวุธที่มีอำนาทำลายล้างสูง" และจะ "นำประชาธิปไตย" แต่ความจริงคืออิรักมีน้ำมัน และบริษัทอเมริกันได้สัญญาสร้างใหม่มูลค่าพันล้านดอลลาร์

ทุกครั้งรูปแบบเหมือนกัน: ผู้นำใช้คำสวยหรู ชนชั้นนำได้ประโยชน์ ประชาชนธรรมดาตาย จากนั้นสร้างอนุสาวรีย์ "วีรชน" เพื่อหลอกรุ่นต่อไปให้ทำซ้ำอีก

ทางออก: ฟังเสียงของคนธรรมดา

ทางออกที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การ "ชนะ" ทางทหาร แต่อยู่ที่การยอมรับความเป็นจริงและหาข้อตกลงที่ทุกฝ่ายอยู่ได้ ข้อเสนอที่เป็นไปได้อาจเริ่มจาก:

หนึ่ง เริ่มต้นจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างยุโรปกับรัสเซีย - สร้างผลประโยชน์ร่วมที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องการสันติภาพ พลังงาน เทคโนโลยี การค้า และการท่องเที่ยว สามารถเป็นรากฐานของความไว้วางใจที่สูญหายไป

สอง ยอมรับว่ายูเครนต้องเป็นกลาง - ไม่เข้า NATO แต่รักษาเอกราช มีการรับประกันความมั่นคงจากทั้งตะวันตกและรัสเซีย นี่คือสิ่งที่รัสเซียต้องการจริงๆ และเป็นสิ่งที่ยูเครนสามารถให้ได้โดยไม่สูญเสียเอกราช

สาม การกระจายอำนาจภายในยูเครน - ให้ภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะดอนบาส มีอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้นหรือเป็นอิสสระด้วยความเคารพในความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ: จัดประชามติให้ประชาชนตัดสินใจจริงๆ ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ ถามคนธรรมดาว่าพวกเขาต้องการอะไร ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้นำที่นั่งในที่ปลอดภัยตัดสินชะตากรรมของคนอื่น

บทสรุป: ถึงเวลาปลุกสำนึก

สงครามยูเครนเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าคำว่า "ประชาธิปไตย" "อธิปไตย" และ "เสรีภาพ" สามารถถูกบิดเบือนเป็นเครื่องมือในการกอบโกยผลประโยชน์ได้อย่างไร ขณะที่ผู้นำพูดถึงหลักการอันสูงส่ง ประชาชนธรรมดากำลังตายและสูญเสียทุกอย่าง

ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ตัดสินใจกับผู้รับผลกระทบนั้นห่างไกลจนน่าขนลุก ผู้นำเดินทางไปประชุมระหว่างประเทศ พบผู้นำโลก ขณะที่ทหารอยู่ในสนามเพลาะ หนาวเย็น กลัวตาย ผู้นำยุโรปออกแถลงการณ์จากพระราชวังที่อบอุ่น ขณะที่คนยูเครนธรรมดาไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ ไม่มีความหวัง

ถ้าเราอ้างว่าเป็นสังคมประชาธิปไตย ก็ถึงเวลาแล้วที่จะให้ประชาชนตัดสินใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ลงคะแนนเลือกผู้นำที่จะไปตัดสินชะตากรรมแทนพวกเขา แต่ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะกระทบต่อชีวิตพวกเขาโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องสงคราม

สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มฟังเสียงของคนธรรมดา - แม่ที่ไม่อยากเสียลูก ชายหนุ่มที่ไม่อยากไปตาย คนชราที่แค่อยากใช้ชีวิตที่เหลือได้อย่างสงบ และเด็กๆ ที่สมควรได้มีอนาคต

นี่ไม่ใช่เรื่องของการ "แพ้" หรือ "ชนะ" แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอด ความเป็นมนุษย์ และการตื่นรู้ว่าชีวิตของคนธรรมดามีค่ามากกว่าความทะนงตนของผู้นำ มากกว่ากำไรของนายทุน และมากกว่าหลักการนามธรรมที่ไม่มีใครยอมอธิบายว่าคุ้มค่ากับเลือดเนื้อของคนจริงๆ หรือไม่

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องถามคำถามที่ยาก: เราจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีกหรือไม่?

ข่าวแนะนำ