ภาคเกษตรกรรมไทย ในช่วงรอยต่อปี 2568 ถึง 2569 กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ จากภาวะ อุปทานส่วนเกิน ที่กดดันรายได้เกษตรกร ไปสู่ความพยายามยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืนในระยะยาว โดยปี 2568 นับเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง แม้สภาพอากาศจะเอื้ออำนวยให้ผลผลิตสินค้าเกษตรเศรษฐกิจหลักทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่การฟื้นตัวของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศกลับยังไม่เต็มที่ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลงในวงกว้าง และฉุดรายได้รวมของเกษตรกรหดตัวมากกว่า 16% โดยเฉพาะ ภาคการผลิตข้าว ที่ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งสำคัญในตลาดโลก และการส่งออกที่ยังขาดแรงหนุนในช่วงกลางปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองข้ามผ่าน ความผันผวน ในปี 2568 เข้าสู่ปี 2569 ภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยคาดว่าจะขยายตัวในกรอบร้อยละ 2.0–3.0 ซึ่งอาจเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 3 ปี ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากปริมาณน้ำต้นทุนที่สะสมตั้งแต่ปีก่อนหน้า ควบคู่กับทิศทางนโยบายภาครัฐที่เร่งผลักดันการยกระดับสู่เกษตรอัจฉริยะอย่างจริงจังมากขึ้น การนำ เทคโนโลยี IoT โดรนเพื่อการเกษตร และระบบปัญญาประดิษฐ์ ในการวิเคราะห์สภาพดินและอากาศ เริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและปัจจัยการผลิตในตลาดโลก
ในเชิงโครงสร้างสินค้า ปี 2569 ถูกมองว่าเป็น ปีแห่งการขยับสมดุล จากสินค้าเกษตรดั้งเดิมไปสู่กลุ่มที่มีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ โดยสินค้าดาวรุ่งที่น่าจับตา ได้แก่ ไก่เนื้อ มันสำปะหลัง และทุเรียน ซึ่งยังคงเป็นกลไกหลักในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศผ่านการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะ ทุเรียนสด และ เนื้อไก่แปรรูป ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสความมั่นคงทางอาหารของโลก ขณะเดียวกันสินค้าในกลุ่มอาหารแห่งอนาคตและนมพืชทางเลือกมีแนวโน้มเติบโตราว 5% สอดรับกับเทรนด์การบริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น ในทางกลับกันสินค้ากลุ่ม ข้าว และ ยางพารา ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม
ความสำเร็จของภาคเกษตรไทยในปี 2569 จึงไม่ได้วัดจากปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับเปลี่ยนสู่ “เกษตรมูลค่าสูง” ที่เน้นคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อรองรับตลาดพรีเมียมอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินบาทและนโยบายภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการอุปทานส่วนเกินจากปีก่อนหน้า ควบคู่กับการนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย
ในมิติการส่งออก ช่วงรอยต่อปี 2568–2569 ถือเป็นช่วงปรับสมดุลครั้งสำคัญ ภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและกฎระเบียบทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น โดยในปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทยยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะตลาดคู่ค้า FTA ที่ขยายตัวมากกว่า 13% มีจีนเป็นตลาดหลัก ตามด้วยอาเซียนและอินเดีย สินค้าที่สร้างรายได้สูงยังคงเป็นผลไม้สด โดยเฉพาะทุเรียน และกลุ่มเนื้อไก่แปรรูปที่ได้รับแรงหนุนจากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ไทยยังคงรักษาสถานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลกได้อย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2569 ความท้าทายด้านการส่งออกมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันด้านราคา เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียที่เริ่มกลับมาส่งออกข้าวขาวสู่ตลาดโลกอีกครั้ง ส่งผลให้มีการประเมินว่าปริมาณการส่งออกข้าวไทยอาจลดลงเหลือประมาณ 7–7.5 ล้านตัน จากระดับ 8–10 ล้านตันในช่วงก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ตลาดสหรัฐฯ ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากแนวโน้มการปรับขึ้นกำแพงภาษี ซึ่งจะกระทบต่อสินค้าเกษตรที่มี “มาร์จิ้นต่ำ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทางรอดของการส่งออกเกษตรไทยในปี 2569 จึงอยู่ที่การเปลี่ยนสนามแข่งขันจากราคาไปสู่มาตรฐานความยั่งยืน โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปที่เริ่มบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ทั้ง “มาตรการสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า” และ “มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร การผลักดันสินค้าใน “กลุ่มอาหารมูลค่าสูง” และ “อาหารแห่งอนาคต” ที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับครบถ้วน และกระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะกลายเป็นโอกาสสำคัญในการรักษาฐานตลาดเดิมและขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง ไม่ว่าจะเป็นยุโรปตะวันตกหรือกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่กำลังมองหาพันธมิตรด้านความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว







