บทความ บทวิเคราะห์

ถอดบทเรียนพรรคส้ม ชนะเลือกตั้ง แต่แพ้ซ้ำซากทางการเมือง

แชร์ข่าว

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย จาก “พรรคอนาคตใหม่” สู่ “พรรคก้าวไกล” จนมาถึง "พรรคประชาชน" คือตัวแทนของความหวังและการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับฉันทามติจากประชาชนสูงสุดในการเลือกตั้งปี 2566 แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือ คะแนนเสียงท่วมท้นกลับไม่สามารถแปลงเป็น "อำนาจบริหาร" ได้จริง ซ้ำร้ายพรรคยังตกอยู่ในวงจรของการถูกกระทำและเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

และจากกรณี "ดีลพิสดาร" โหวตให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แลกกับเงื่อนไขเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ คือสิ่งที่ตอกย้ำว่า "ความปรารถนาอันแรงกล้า คือจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุด" 

บทวิเคราะห์นี้จะถอดรหัสความพ่ายแพ้ซ้ำซากของพรรคส้มที่ได้ชื่อว่า ประสบสำเร็จในการเลือกตั้ง แต่กลับล้มเหลวในเกมแห่งอำนาจ 

1. เมื่อเป้าหมายสูงสุด กลายเป็นจุดอ่อน 

ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 คือ "Mission" สำคัญของพรรคส้มมาโดยตลอด เพราะมองว่าเป็นต้นตอของปัญหาการสืบทอดอำนาจ แต่การยึดติดกับเป้าหมายนี้อย่างแรงกล้า กลายเป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงข้ามมองเห็นทะลุปรุโปร่ง 

- ใช้ความต้องการ เป็นเหยื่อล่อ : เมื่อคู่แข่งรู้ว่าคุณต้องการสิ่งใดมากที่สุด เขาจะไม่ให้สิ่งนั้นฟรีๆ แต่จะตั้งราคามันไว้สูงสุด พรรคภูมิใจไทยและกลุ่มอนุรักษ์นิยมทราบดีว่า "การแก้รัฐธรรมนูญ" คือกล่องดวงใจของพรรคประชาชน จึงใช้เป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้พรรคประชาชนยอมลดเกราะป้องกันตัวเอง โหวตให้ฝั่งตรงข้ามขึ้นสู่อำนาจ โดยที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นอกจากคำสัญญาปากเปล่า 

- บทเรียนจากทักษิณ : กรณีนี้ไม่ต่างจาก “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ความต้องการ "กลับบ้าน" กลายเป็นจุดอ่อน ให้ฝ่ายตรงข้ามบีบคั้นจนต้องยอมทุบหม้อข้าวตัวเอง (คนเสื้อแดง/สื่อ) พลิกขั้วการเมือง จนสูญเสียอำนาจการต่อรอง พรรคประชาชนเองก็กำลังเดินตามรอยนั้น คือยอม "เสียศรัทธามวลชน" เพื่อแลกกับ "โอกาสแก้รัฐธรรมนูญ" ซึ่งเป็นเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงมาก 

2. การอ่านเกมที่ผิดพลาด 

การดีลกับพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ “อนุทิน” โดยหวังว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าต่อไปได้ เป็นความไร้เดียงสาอย่างยิ่งทางการเมือง 

- ตรรกะวิบัติ : พรรคภูมิใจไทยเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นมาได้ ก็ด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และการสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม การคาดหวังให้หัวขบวนอนุรักษ์นิยมคนใหม่ (อนุทิน) มาทำลายโครงสร้างที่ค้ำจุนอำนาจของตัวเอง จึงเป็นตรรกะที่วิบัติ 

- ผู้ชนะกินรวบ : ทันทีที่โหวตนายกฯ สำเร็จ อำนาจต่อรองของพรรคประชาชนเหลือศูนย์ทันที พรรคภูมิใจไทยได้เก้าอี้นายกฯ (ผลลัพธ์ที่จับต้องได้) ในขณะที่พรรคประชาชนได้เพียง "คำสัญญา" (นามธรรม) ในการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ กว่าจะรู้ว่าถูกหลอก ก็แทบจะสายเกินไปแล้ว 

3. ต้นทุนที่จ่ายด้วย "ศรัทธา" 

ความต่างของเพื่อไทยและพรรคประชาชน คือ "เจตนา" แต่ "ผลลัพธ์" กลับเหมือนกัน 

- เพื่อไทย: ยอมตระบัดสัตย์ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว 

- พรรคประชาชน: ยอมทำดีลพิสดาร เพื่อผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์/ส่วนรวม 

แต่ในสายตาประชาชน "ความชอบธรรม" ไม่ได้วัดที่เจตนา แต่วัดที่การกระทำ การไปโหวตให้พรรคที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน คือการทำลาย Brand Value ของพรรคประชาชนเองจนป่นปี้ ฐานเสียงเดิมที่เคยเหนียวแน่นเพราะความ "ตรงไปตรงมา" จะเกิดความกังขา และเมื่อศรัทธาเสื่อมถอย อำนาจต่อรองทางการเมืองก็จะยิ่งลดฮวบ 

4. ชนะศึกเลือกตั้ง แต่แพ้สงครามการเมือง 

พรรคประชาชนพ่ายแพ้ไม่ใช่เพราะขาดเสียงสนับสนุน แต่แพ้เพราะ "ขาดความเข้าใจสัญชาตญาณของนักการเมือง" 

พรรคประชาชนมองการเมืองเป็นเรื่องของ "ตรรกะและเหตุผล" (ถ้าเรายอมหนุนเรื่องนายกฯ เขาคงยอมเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ) แต่ฝ่ายตรงข้ามมองการเมืองเป็นเรื่องของ "อำนาจและผลประโยชน์" (หลอกให้โหวต แล้วก็เบี้ยว ใครจะทำไม ?) 

ตราบใดที่พรรคประชาชนยังปล่อยให้ "ความอยาก" อยู่เหนือ "ยุทธวิธี" และยอมเอาศรัทธาประชาชนไปวางเดิมพันบนตักของฝ่ายตรงข้าม พรรคก็จะยังคงเป็นได้เพียง "ผู้พ่ายแพ้ทางการเมืองซ้ำซาก" ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยต่อไป

 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม

#พรรคส้ม #การเมืองไทย #ดีลพิสดาร #ก้าวไกล #พรรคประชาชน #เลือกตั้งไทย #วิเคราะห์การเมือง #รัฐธรรมนูญ2560 #ศึกอำนาจ #เจาะเกมการเมือง

 

ข่าวแนะนำ