ผู้การวิศรุฒน์
แม้ว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะไฟ เขียวให้กองทัพปฏิบัติการทางทหารต่อกัมพูชา ได้เลย ในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อ 11 พ.ย.2568 หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดที่ห่วยตามาเรีย และทำให้นายกรัฐมนตรีและ กลาโหม และ กองทัพประกาศ ระงับการปฏิบัติตาม ข้อ ตกลงสันติภาพ Joint Declaration ที่นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกันที่มาเลเซียเมื่อ 26 ตุลาคม 2568
แต่เกิดคำถามว่าเพราะเหตุใดการสู้รบในรอบที่ 2 จึงยังคงไม่เกิดขึ้น แม้ว่า “อนุทิน” รวมทั้ง “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพานิชย์ รมว.กลาโหม และผู้นำกองทัพจะแสดงท่าทีขึงขัง แข็งกร้าว โดยเฉพาะการที่ อนุทิน นำทีมไป ร้องเพลงชาติไทยเคารพธงชาติบนยอดภูมะเขือ และ ประกาศระงับปฏิญญา สันติภาพนี้ ในวันรุ่งขึ้นที่เกิดเหตุเหยียบกับระเบิดขาขาด
ประการแรก เพราะในห้วงดังกล่าว อนุทิน ต้องตามเสด็จไปเยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน 13-17 พ.ย.2568 ซึ่งเป็นห้วงที่ต้องรักษาบรรยากาศ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า จีนให้การสนับสนุนกัมพูชา อยู่
ประการที่ 2 การจะนำประเทศเข้าสู่การสู้รบ ผู้นำประเทศยังนายกรัฐมนตรีควรจะต้องอยู่ในประเทศ หากเกิดเหตุฉุกเฉินใด ต้องมีการเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญ ดังนั้นกองทัพจึงดึงจังหวะรอนายอนุทินกลับมา
ประการที่ 3 การประกาศระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ และการงดส่งตัว 18 เชลยศึก เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการตัดสินใจแบบปัจจุบันทันด่วนหลังจากที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ดังนั้นกองทัพจึง ยังไม่ได้พร้อมรบแบบ 100%
เพราะในเวลานั้นยังอยู่ในโหมดของสันติภาพการปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลง สันติภาพ เพราะพึ่งมีการถอนอาวุธหนัก จากพื้นที่ความขัดแย้งชายแดนกลับที่ตั้งปกติทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา และการเตรียมที่จะส่งตัว 18 ทหารกัมพูชาที่เป็นเชลยศึก กลับประเทศ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ากองทัพก็ยังไม่ได้เตรียมทำการรบ
ประการที่4 ด้วยเหตุผลในข้อ 3 ทำให้ในห้วงดังกล่าวกองกำลังสุรนารี กองทัพภาค2 ได้มีการอนุญาตให้ทหารที่ประจำการอยู่หน้าแนวผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปพักได้กลับบ้านหลังจากที่ประจำการอยู่ชายแดนมากว่าเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 กำลังทหารจึงยังไม่เพียงพอ
และส่งผลให้มีการเรียกตัวทหารที่ไปพักเหล่านั้นรีบกลับมารายงานตัวและเดินทางเข้าพื้นที่ ซึ่งก็ต้องใช้เวลา 2-3 วัน เป็นอย่างเร็ว เพราะบางหน่วยก็มาจากกองทัพภาค1 ภาคกลาง กาญจนบุรี ลพบุรี และกองทัพภาค3 ที่มาจากหลายจังหวัดในภาคเหนือ
ประการที่ 5 เนื่องจากเป็นห่วงที่กองทัพบกได้ถอนอาวุธหนักจากชายแดนกลับที่ที่ตั้งปกติตามข้อตกลงสันติภาพข้อแรก จึงทำให้อาวุธหนักหลายอย่างอยู่ไกลพื้นที่ชายแดน เพราะบางอย่างถูกส่งกลับหน่วยที่ลพบุรี และสระบุรี และบางส่วนต้องซ่อมแซมซ่อมบำรุงอยู่ที่ นครราชสีมา ซึ่งใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายกลับพื้นที่ชายแดน และบางยุทโธปกรณ์ต้องซ่อมบำรุงใหม่และต้องใช้เวลา
ประการที่ 6 อาวุธยุทโธปกรณ์กระสุนระเบิดต่างๆที่กองทัพบกได้สั่งซื้อเพิ่มเติมไปหลังการสู้รบรอบแรกยุติลง 28 ก.ค.2568 หลายอย่างยังถูกส่งเข้ามาประจำการ และหลายอย่างต้องใช้เวลา 4-6 เดือน กว่าจะได้รับของ รวมถึงโดรนและระบบแอนตี้โดรนต่างๆที่ได้สั่งซื้อไป ก็ยังมาไม่ครบ และต้องมีการฝึกให้คุ้นชิน
โดยเฉพาะกระสุนต่างๆจะต้องมีปริมาณเพียงพอ สำหรับการสู้รบที่ต่อเนื่อง ที่อาจจะกินเวลามากกว่าหนึ่งสัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์หรือแม้แต่อาจถึงเดือน ต้องมีการเช็คกระสุนคงคลังว่าสามารถจะทำการสู้รบได้นานกี่วัน
ประการที่ 7 การประเมินความพร้อมของฝ่ายกัมพูชา แบบที่เรียกว่า “รู้เขารู้เรา” พบว่าฝ่ายกัมพูชามีความพร้อม มากกว่า แม้ว่าการสู้รบครั้งก่อนในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กัมพูชาจะสูญเสียทหารไปหลายพันคนจากการโจมตีทางอากาศของเครื่องบินเอฟ 16 และ Gripen แต่กัมพูชาก็มีการเพิ่มเติมกำลังระดมกำลังเข้าพื้นที่มาตั้งแต่หลังการสู้รบยุติลงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา
อีกทั้งอาวุธหนักหลายอย่างรวมถึง จรวดหลายลำกล้อง BM21 และ ปืนใหญ่อัตตาจร แบบต่างๆ ที่กัมพูชาได้ถอนออกจากชายแดนนั้น ก็ไม่ได้ถอนไปไกลแต่ยังอยู่ในหน่วยในพื้นที่ใกล้ชายแดนระยะ 30-80 กม. เท่านั้นจึงสามารถนำกลับเข้ามาในพื้นที่ตามเดิมได้รวดเร็วกว่าฝ่ายไทย
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม บทเรียนจากการสู้รบครั้ง การถูกโจมตีด้วยกำลังทางอากาศของเครื่องบินรบไทย อาจทำให้กัมพูชามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการรบ แต่หากมีการใช้อาวุธหนัก ทั้งจรวดต่อสู้อากาศยาน KS1c ที่สามารถยิงเครื่องบินรบได้ หรือจรวดยิงไกล 130 กม PHL-03 หรือแม้แต่การใช้โดรนติดอาวุธ โจมตีเขตพลเรือนชั้นในของประเทศไทย กัมพูชารู้ดีว่าไม่ใช่แค่คำขู่ที่ว่าฝ่ายไทย จะยิงถล่มลึกเข้าไปถึงกัมพูชา หรือแม้แต่กรุงพนมเปญเช่นกัน นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายกัมพูชาก็ยังไม่ผลีผลามที่จะเปิดศึกก่อน แต่พยายามยั่วยุ หวังให้ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายเปิดเกมก่อน
ประการที่ 8 กำลังทหารกัมพูชายังคงอยู่ในพื้นที่มาตลอดเวลาเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งกองกำลังพิทักษ์ฮุนเซน หรือ BHQ ก็ได้รับคำสั่งให้มาอยู่ในพื้นที่และฝังตัวสร้างความเค้นชินกับสภาพภูมิประเทศ ให้ได้เทียบเท่ากับ “ทหารบ้าน” ของกัมพูชา ซึ่งเป็นทหารที่มีครอบครัวและอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนมายาวนานมีความคุ้นชินคุ้นเคยกับสภาพภูมิประเทศอย่างมาก แม้ว่าในห้วงการสู้รบที่ผ่านมาจะเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็สามารถเพิ่มเติมจากแนวหลังได้อย่างรวดเร็ว
ประการที่ 9 พบว่ามีคำสั่งจากสมเด็จฮุนเซน ส่งหน่วยรบพิเศษ 911 ของกองทัพกัมพูชาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ตลอดแนวการสู้รบ มากกว่า 3 เดือน จนมีความคุ้นชินในพื้นที่ และด้วยศักยภาพการรบแบบจู่โจม แบบจรยุทธ์ และแบบกองโจร ทำให้ เป็นหน่วยรบพิเศษ ที่ฝ่ายไทยไม่อาจมองข้ามขีดความสามารถ เพราะการสู้รบเมื่อปี 2554 ทหารรบพิเศษของกัมพูชา ก็สามารถสร้างความสูญเสียให้กับฝ่ายไทยในการสู้รบแบบประชิดตัว มาไม่น้อย
ที่สำคัญทหารรบพิเศษของกัมพูชามักชอบใช้วิธีการลอบเข้ามา เพื่อทำร้ายทหารไทย รวมถึงการเข้ามาโจมตีฐานที่ตั้ง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
ประการที่ 10 ยังพบว่าสหรัฐอเมริกา โดยฝ่ายทหารที่ประสานติดต่อกับนายทหารระดับสูงในกองทัพบก ยังมีการส่งสัญญาณสะกิดเตือน ให้คำนึงถึงความต้องการสันติภาพ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ที่ตั้งใจแน่วแน่อยากให้ไทยและกัมพูชาสงบศึก ในห้วงที่ผ่านมาสหรัฐจึงได้จัดให้มีการเจรจาสี่ฝ่าย สหรัฐฯ มาเลเซีย ไทยและกัมพูชา เกิดขึ้นจนนำมาซึ่งการลงนามในข้อตกลงสันติภาพ JD กันที่มามาเลเซีย นั่นเอง แม้สหรัฐจะยังไม่แสดงออกชัดเจนว่าจะบีบกองทัพในรูปแบบใด แต่ก็ทำให้ กองทัพต้องพิจารณา ปัจจัยนี้ก่อนที่จะเปิดการสู้รบรอบที่ 2
ประการที่ 11 ด้วยความที่ประเมินว่ากองทัพยังไม่พร้อมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หากสู้รบและรอบที่ 2 อาจเกิดการสูญเสียมากกว่าครั้งแรกหลายเท่า เพราะการสู้รบครั้งนี้จะรุนแรง และอาจจะใช้เวลามากกว่ารอบที่แล้ว และยังไม่อาจประเมินได้ว่า ฝ่ายไทยจะสามารถเผด็จศึกฝ่ายกัมพูชา ได้เร็วที่สุดภายในกี่วัน หลังจากที่การสู้รบรอบแรก ฝ่ายไทยเคยประเมินว่าสามารถปิดเกมได้ภายใน 3 วัน แต่การสู้รบครั้งนั้นก็กินเวลาถึง 5 วัน แต่ฝ่ายไทยก็ยังไม่สามารถ เผด็จศึกฝ่ายกัมพูชาได้
แม้ฝ่ายไทยจะสามารถยึด ปลายจะงอยภูมะเขือ กลับคืนมาได้และยึดพื้นที่ที่ทหารไทยเราเคยยึดได้แต่ได้พื้นที่เพิ่มทั้งพลาญยาว ช่องโดนเอาว์ พลาญ หินแปดก้อน ได้แบบ 100% และสามารถรักษาพื้นที่ตามแผนปฏิบัติการยุทธบดินทร์ไว้ได้ทั้ง 10 จุด ยกเว้นปราสาทตาควาย ก็ตาม
แต่ฝ่ายไทยก็ต้องสูญเสียพื้นที่ไปหลายจุด นอกจากปราสาทตาควาย ยังคงมีพื้นที่ช่องอานม้า และช่องบก อีกหลายจุด เช่น เนิน 745 และบางส่วนของเนินโนเนม รวมถึงแนวต้นพญาสัตตบรรณ ที่ก่อนหน้านี้ทหารเขมรเคยเข้ามารุกล้ำเขตแผ่นดินไทย 150 เมตร จนต้องมีการเจรจาแล้วทำให้ทหารเขมรยอมถอยออกไป แต่ก็วางระเบิดไว้ จนทำให้ทหารไทยซึ่งเข้าไปลาดตระเวนเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเป็นรายแรก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา จนนำมาซึ่งสถานการณ์ความตึงเครียด และมีการปะทะกันเกิดขึ้น
ในเมื่อยังมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดความสูญเสียมากกว่าการรบ ครั้งที่แล้วจึงทำให้ระดับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงในกองทัพบก ต้องพิจารณาอย่าง ถ้วนถี่ หากจะนำกองทัพเข้าสู่การรบอีกครั้ง
ประการที่ 12 สำหรับทหารไทยที่ประจำการอยู่หน้าแนวชายแดนไทย- กัมพูชารวมถึงประชาชนไทยตามแนวชายแดน ส่วนใหญ่ต่างมีความรู้สึกคล้ายกันว่าต้องการให้กองทัพเปิดการสู้รบอีกครั้ง และเอาชนะกัมพูชาทำให้เข็ดหลาบ ไม่กล้าที่จะมาต่อกรกับทหารไทยไปอีกนาน ต้องการให้สถานการณ์นี้จบ ดีกว่าปล่อยคาราคาซังไปแบบนี้ เพราะฝ่ายทหารกัมพูชาก็ยังคงยั่วยุ และดูหมิ่นศักดิ์ศรีทั้งทหารไทยและคนไทย ไม่ยอมเกรง ในศักยภาพของทหารไทย ดังนั้นการรบและใช้กำลังทางทหาร จึงเป็นหนทางที่จะแสดงศักยภาพ เพื่อสั่งสอน ทหารกัมพูชา โดยที่ฝ่ายทหารไทยทุกคนพร้อมเกิน 100 ที่จะสู้รบแม้จะรู้ว่าอาจต้องสละชีพ หรือบาดเจ็บ หรือพิการ แต่พวกเขาก็ต้องการกอบกู้ศักดิ์ศรีและแสดงศักยภาพของทหารไทยให้ปรากฏแก่ทหารกัมพูชา หลังจากที่ต้องอดทนต่อการยั่วยุของฝ่ายกัมพูชามายาวนาน
รวมทั้งกระแสกดดันจากประชาชนที่ต้องการให้กองทัพ เร่งติดเกมเร่งรบให้จบ แล้วสร้างรั้วถาวรเลิกคบกับกัมพูชาไปตลอดกาล
ด้วยเหตุผลและปัจจัยต่างๆเหล่านี้จึงทำให้ “บิ๊กปู” พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกซึ่งถือเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพบกซึ่งถือเป็นกำลังหลักและรับผิดชอบในการสู้รบกับกัมพูชา ทั้งครั้งที่ผ่านมาและครั้งต่อไปหากจะขึ้น ทั้งในส่วนของกองกำลังสุรนารี กองทัพภาค 3 และพื้นที่กองทัพภาค 1 กองกำลังบูรพา
เพราะหากมีการสู้รบครั้ง 2 นี้ จะมีการเปิดศึกตลอดแนวยาวกว่าการรบครั้งแรกเพราะในส่วนของกองกำลังบูรพา ชายแดนจังหวัดสระแก้ว และในส่วนของชายแดนด้านจันทบุรี- ตราดที่ทหารเรือรับผิดชอบในนามของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี- ตราด (กปช.จต.) ที่ไม่ได้สู้รบในครั้งที่แล้ว ก็คาดว่าจะต้องเปิดเกมรบในครั้งนี้ด้วย จึงจะเป็นการรบที่เป็นสเกลใหญ่ และรุนแรงมากกว่าครั้งก่อน
ขณะที่กองทัพอากาศ มีความพร้อมในการปฏิบัติการทางอากาศที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพื่อหลบหลีกการตั้งรับของฝ่ายกัมพูชาที่มีบทเรียนจากการถูกโจมตีทางอากาศในห้วงการรบเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแล้ว และต้องระมัดระวังกับการต่อ ต้านจากฝ่ายกัมพูชา ด้วยจรวดต่อสู้อากาศยาน หรือเครื่องมืออื่นที่กัมพูชาอาจจัดหามาในห้วงพักรบ
ขณะที่กองทัพเรือโดยเฉพาะทหารนาวิกโยธิน กปช.จต. มีความพร้อมอย่างเต็มที่ ในการสู้รบเพื่อเอาคืนแผ่นดินไทยในบางจุดที่ยังคงถูกทหารกัมพูชายึดครองอยู่
ขณะที่ พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทางทหาร ก็มีความพร้อมเต็มที่ ทั้งการสั่งเตรียมพร้อมสูงสุดในการใช้แผนป้องกันประเทศ แผนจักรพงษ์ภูวนารถ และแผนต่างๆของแต่ละเหล่าทัพ ที่ได้มีการประชุมล่าสุด เพื่อตรวจสอบความพร้อม รวมทั้งกฎการประทะและกฎการใช้กำลังที่มีการปรับใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ ที่ต้องตอบโต้กับทหารกัมพูชา
หรือแม้แต่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว. กลาโหม ก็แสดงจุดยืนชัดเจน ที่ไม่ต้องการจะเจรจากับทางฝ่ายกัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพ โดยมอบอำนาจหน้าที่ให้กับ พล.อ.อุกฤษฏ์ และผู้บัญชาการเหล่าทัพในการตัดสินใจร่วมกัน ในนามของคณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.)
ทั้งนี้กรณีเสี่ยงปะทะ จะมีอยู่ 2 เงื่อนไขคือ 1. มีการใช้กฎการปะทะ ที่มีการแก้ไขว่าหากทหารกัมพูชาล้ำอธิปไตยไทย ให้ทหารไทยเตือนด้วยวาจา จากนั้นยิงเตือน หากไม่หยุดให้ยิงตรงได้เลย ก็อาจจะนำมาซึ่งการสู้รบกันในรอบ 2
2.ในการเก็บกู้ทุนระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด แห่งชาติ หรือ TMAC ทั้ง 13 พื้นที่ รวมถึงพื้นที่ปราสาทตาควาย และช่องอานม้า ที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดประกาศไว้แล้วว่าจะเข้าไป
#ไทยกัมพูชา #ศึกชายแดน #ความมั่นคง #กองทัพไทย #อนุทิน #ข่าวการเมือง #ปะทะชายแดน #วิเคราะห์การเมือง #สถานการณ์ชายแดน







