ความขัดแย้ง “ชายแดนไทย-กัมพูชา” ปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 รัฐบาลไทยได้ตอบโต้ด้วยการระงับ “ปฏิญญาสู่สันติภาพ” ที่ลงนาม ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่มีประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐฯ และ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกฯ มาเลเซีย เป็นพยาน
การตัดสินใจที่เด็ดขาดนี้ไม่ใช่เพียงการตอบโต้ทางการทหาร แต่คือเกมยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อน คำถามสำคัญคือ “การระงับ" (สถานะเวลานี้) หากยกระดับเป็น “การฉีก” หรือ “ล้มเลิก” ปฏิญญาสู่สันติภาพ ในท้ายที่สุดแล้ว “ประเทศไทย” จะได้หรือจะเสีย ? และการกระทำดังกล่าวจะเท่ากับ “ไทย” ตกอยู่ในกับดักเชิงกลยุทธ์ ที่ถูก “กัมพูชา” วางไว้หรือไม่ ?
1. สาระสำคัญในปฏิญญาสู่สันติภาพ
“ปฏิญญาสู่สันติภาพ” มีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
(1) ยุติความเป็นปรปักษ์: งดเว้นการใช้กำลังและแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ
(2) ถอนอาวุธหนัก: นำอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนที่กำหนด
(3) ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด: ร่วมมือกันกำจัดทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่ตกลงกัน
(4) กลไกกำกับดูแล: จัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เพื่อตรวจสอบ
(5) ความร่วมมือ: ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ (เช่น สแกมเมอร์)
(6) การสร้างความเชื่อมั่น: งดเว้นการยั่วยุ และไทยจะปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัว
ซึ่งหากพิจารณาจากสาระสำคัญ มีหลายข้อที่สร้างความไม่พึงพอใจให้กับ “กัมพูชา” อาทิ การถอนอาวุธออกจากพื้นที่ , ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามสแกมเมอร์ แต่ก็มีความจำเป็นต้องลงนามในข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากมี “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” เป็นแม่งานใหญ่
2. ไทยระงับ “ปฏิญญาสู่สันติภาพ”
การปะทุของความขัดแย้งรอบใหม่เกิดจากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยของไทย เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 จากการตรวจสอบของ “ฝ่ายไทย” พบว่า เป็นทุ่นระเบิดที่ลักลอบนำมาวางหลังการทำปฏิญญาสู่สันติภาพ เป็นการละเมิดข้อตกลงและเป็นการยั่วยุอย่างมีเจตนา แม้ต่อมา “ทางการกัมพูชา” จะอ้างเป็นทุ่นระเบิดเก่าตกค้างก็ตาม
“ทางการไทย” จึงตอบโต้ด้วยการประกาศระงับ “ปฏิญญาสู่สันติภาพ” ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สถานการณ์ร้อนระอุยิ่งขึ้น เมื่อ “ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา ประณามไทยใช้ความรุนแรงยิงพลเรือนกัมพูชาเสียชีวิตและบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
แต่ “ทางการไทย” ได้โต้แย้งว่า “ทหารกัมพูชา” เป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อน พร้องกับมีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการจัดฉากของ “กัมพูชา” หรือไม่ ? เพื่อยกระดับสถานการณ์ให้รุนแรงยิ่งขึ้น
3. ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับ หากฉีก “ปฏิญญาสู่สันติภาพ”
สถานะปัจจุบัน ยังเป็นเพียงการประกาศระงับ “ปฏิญญาสู่สันติภาพ” ยังไม่ถึงขั้น “ล้มเลิก” หรือ “ฉีก” ปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งในกรณีสมมติว่า มีการประกาศล้มเลิก “ปฏิญญาสู่สันติภาพ” โดย “ฝ่ายไทย” ก็คาดว่าจะมีผลประโยชน์และความเสี่ยง ดังต่อไปนี้
(1) กู้คืนอำนาจในการตอบโต้ทางยุทธวิธี
ทำให้ “ไทย” หลุดพ้นจากข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการถอนอาวุธหนัก และการจำกัดกำลังพล ส่งผลให้ “ไทย” ตอบโต้การละเมิดอธิปไตยได้อย่างเต็มที่
(2) รักษาศักดิ์ศรีและขวัญกำลังใจ
การตอบโต้อย่างเด็ดขาดต่อการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ เช่น เหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิด เป็นการแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของรัฐบาลในการปกป้องกำลังพลและอธิปไตย ซึ่งช่วยรักษาขวัญกำลังใจของทหาร และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ
(3) เพิ่มอำนาจต่อรองทางการทูตในอนาคต
การแสดงยกเลิกข้อตกลงที่ถูกอีกฝ่ายละเมิดอย่างโจ่งแจ้ง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า จะไม่ยอมรับการปฏิบัติตามกติกาฝ่ายเดียว ซึ่งอาจเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาหรือการกำหนดเงื่อนไขสันติภาพใหม่ในอนาคต
4. ความเสี่ยงที่ตามมา
ส่วนความเสี่ยงที่ตามมาในกรณียกเลิก “ปฏิญญาสู่สันติภาพ” โดยฝ่ายไทย มีดังต่อไปนี้
(1) ความเสี่ยงต่อความตึงเครียดทางทหารที่สูงขึ้น
การไม่มีกรอบข้อตกลงสันติภาพกำกับดูแล หมายถึงการขาดกลไกพื้นฐานในการลดความขัดแย้ง ส่งผลให้ความเสี่ยงของการปะทะทางทหารตามแนวชายแดนเพิ่มขึ้น
(2) ความเสี่ยงต่อการตกอยู่ในกับดักกลยุทธ์ของ “กัมพูชา”
หาก “ไทย” ประกาศยกเลิก “ปฏิญญาสู่สันติภาพ” อาจถูกมองว่า ทำให้ “กัมพูชา” บรรลุเป้าหมายที่ต้องการหลุดพ้นจากข้อตกลงที่พวกเขาเห็นว่าเสียเปรียบ โดยที่พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อการยกเลิกเอง ซึ่งเป็นกลไกที่คาดว่า “กัมพูชา” ได้วางแผนไว้แล้ว
(3) ความท้าทายในการทูตต่อประชาคมโลก
“ไทย” อาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการชี้แจงเหตุผลต่อสหรัฐฯ และมาเลเซีย ในฐานะพยาน รวมถึงประชาคมโลก เพื่อป้องกันการถูกมองว่า เป็นฝ่ายทำลายข้อตกลงสู่สันติภาพ
5. บทสรุป: การชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์กับความเสี่ยง
หากมีการยกเลิก “ปฏิญญาสู่สันติภาพ” โดยฝ่ายไทย (สถานะตอนนี้คือ ระงับ) จะเป็นการตัดสินใจที่ต้องแลกด้วยผลประโยชน์และความเสี่ยงที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว
ด้านหนึ่ง คือสามารถปฏิบัติการเพื่อปกป้องอธิปไตยได้อย่างเต็มที่ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คือการเพิ่มความเสี่ยงต่อการปะทะทางการทหาร และความท้าทายในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การตัดสินใจครั้งนี้ได้เปิดฉากใหม่ของเกมยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ที่ต่างฝ่ายต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า หากข้อตกลงสู่สันติภาพเป็นโมฆะนั้น จะนำมาซึ่ง “โอกาส” หรือ “ภัยคุกคาม” ต่อผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองมากกว่ากัน
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








