ภาวะสินค้าเกษตรไทย ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน 2568 เผชิญกับแรงเหวี่ยงจากทั้งตลาดโลกและอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการปรับตัวขึ้นของ ราคากากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นผลมาจากดีมานด์ขนาดใหญ่จากประเทศจีน ขณะที่กลุ่มปศุสัตว์ของไทยเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นจากปัจจัยการบริโภคในประเทศและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในด้าน ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ยังคงยืนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 9.80 บาท โดยมีแนวโน้มทรงตัว แม้ว่าตลาดโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CBOT) ที่นครชิคาโกจะปรับตัวลดลงจากแรงกดดันของการเก็บเกี่ยวในสหรัฐฯ ที่ใกล้สิ้นสุด และสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกในภูมิภาคอเมริกาใต้ ซึ่งช่วยหนุนปริมาณอุปทานในตลาดโลก อย่างไรก็ดี ปัจจัยการนำเข้าและการบริหารจัดการสต็อกในประเทศคาดว่าจะช่วยประคองราคาในประเทศไว้ได้
สถานการณ์ที่โดดเด่นและน่าจับตาที่สุดคือการพุ่งขึ้นของ ราคากากถั่วเหลืองจากเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้า ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นถึง 1 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นมาอยู่ที่ 14.80 บาท โดยมีชนวนหลักมาจากอุปสงค์มหาศาลของประเทศจีน หลังมีการตกลงซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ อย่างน้อย 12 ล้านตันภายในปีนี้ ทำให้ราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือน อย่างไรก็ตาม ตลาดล่วงหน้า CBOT ก็แสดงความผันผวน โดยสัญญาถั่วเหลืองรอบส่งมอบเดือนมกราคม 2569 ปรับลดลงอย่างหนัก หลังเกิดสัญญาณว่าการสั่งซื้อของจีนอาจจำกัดกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกภายหลังข้อตกลงสงครามการค้า แม้จะมีความผันผวนนี้ แต่แนวโน้มโดยรวมคาดว่าราคาถั่วเหลืองนำเข้าจะยังคงปรับตัวขึ้นจากความต้องการซื้อปริมาณมากของจีนที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับ ราคาปลาป่น ในประเทศยังคงทรงตัวต่อเนื่อง โดยปลาป่นเกรดกุ้งอยู่ที่ 46 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ปลาป่นเบอร์ 1 เกรดโปรตีนสูงกว่า 60% อยู่ที่ 40.70 บาทต่อกิโลกรัม แม้ว่าจะมีรายงานว่าราคารับซื้อปลาป่นในประเทศจีนปรับตัวสูงขึ้นจากข่าวโควตาการจับปลาฤดูกาลใหม่ของเปรูที่คาดว่าจะออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ปริมาณสต็อกปลาป่นในประเทศยังคงรักษาระดับไว้ได้ ทำให้ราคาในประเทศมีเสถียรภาพและคาดว่าจะทรงตัวต่อไป
ด้าน ภาวะตลาดข้าวไทย ทั้งราคาซื้อขายภายในประเทศและราคาส่งออกปรับตัวทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อย โดยราคาข้าวขาว 100% ชั้น 2 ยืนราคาอยู่ที่กระสอบละ 1,050 บาท ขณะที่ราคาปลายข้าว เอ.วัน.พิเศษ ทรงตัวที่ 950 บาทต่อกระสอบ สำหรับราคาส่งออก ข้าวสาร 100% ชั้น 2 (F.O.B.) ลดลงเล็กน้อยจาก 372 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันมาอยู่ที่ 370 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันในตลาดโลกที่ยังคงเข้มข้น ทำให้ราคาโดยรวมมีแนวโน้มที่จะทรงตัวในกรอบเดิม
ในกลุ่ม สินค้าปศุสัตว์ มีสัญญาณบวกที่ชัดเจนจากอุปสงค์ในประเทศ โดย ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ปรับเพิ่มขึ้น 2-4 บาทต่อกิโลกรัมในทุกภูมิภาค แม้ว่าราคาขายจะยังคงต่ำกว่าต้นทุนการผลิตในอัตราร้อยละ 72.5-82.5 แต่ปัจจัยบวกหลักมาจากความต้องการบริโภคที่สูงขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและอานิสงส์จาก “โครงการคนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในกลุ่มอาหารอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ราคาไก่เนื้อ ก็ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 37 บาทต่อกิโลกรัม จาก 36 บาทต่อกิโลกรัมในสัปดาห์ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม กลับปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม ลงมาอยู่ที่ฟองละ 3.00 บาท จาก 3.20 บาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ภาพรวม ภาวะสินค้าเกษตรไทย ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้จึงสะท้อนการพึ่งพาตลาดโลกในกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้าอย่างถั่วเหลืองที่ปรับขึ้นจากดีมานด์ของจีน ขณะที่สินค้าปศุสัตว์ภายในประเทศได้รับการพยุงราคาจากกำลังซื้อในฤดูกาลท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับภาวะราคาขายที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตในสินค้าหลายรายการ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องติดตามทิศทางราคาในตลาดโลกและประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างใกล้ชิดต่อไป








