ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าขณะนี้ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จะกลายเป็นตัวละครเอกบนเวทีโลก ที่ไม่ว่าเขาจะพูดหรือจะทำอะไรลงไปก็จะกลายเป็นข่าวใหญ่และกลายเป็นฉนวนจุดให้เกิดกระแสในทันที จึงไม่น่าแปลกที่จะสร้างแรงกดดันให้แก่เขา แถมขณะนี้เขาก็กำลังเผชิญต่อมรสุมทางการเมืองค่อนข้างหนักทั้งทางด้านการต่างประเทศและปัญหาภายในประเทศ
โดยปัญหาด้านการต่างประเทศนั้น เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2025 นี้ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่งเครื่องบินเดินทางไปอิสราเอล เพื่อรับรองการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสในขั้นสุดท้าย เขาได้ให้สัมภาษณ์กับกลุ่มผู้สื่อข่าวในทำนองว่า เขาเพิ่งคุยกับ “ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี” แห่งยูเครน โดยเขาได้เอ่ยปากให้สัมภาษณ์ต่อไปอีกว่า “สหรัฐอเมริกาอาจจะมอบ “ขีปนาวุธครูซพิสัยไกลโทมาฮอว์ค” (Tomahawk) ให้แก่ยูเครน เพื่อนำไปเผชิญหน้าต่อรองกับรัสเซีย” โดยที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์มีความอึดอัดใจที่ “ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน” มิได้ออกมาแสดงท่าทีจริงใจที่จะยุติสงครามยูเครนเลยแม้แต่น้อย
ในด้านของประธานาธิบดีเซเลนสกี จากการที่ได้พูดคุยเจรจากับประธานาธิบดีทรัมป์และได้รับรู้ว่าจะได้รับจรวดโทมาฮอว์ค เพื่อนำไปปกป้องประเทศของตนเอง ถือเป็นข่าวที่สร้างความตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมาก เขาจึงประกาศข่าวดีนี้ให้แก่ชาวยูเครนได้รับทราบในทันที!!!
แต่ห้าวันต่อมาหลังจากที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ พูดคุยทางโทรศัพท์กับ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน เป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง โดยยกประเด็นเรื่องจรวดโทมาฮอว์คเป็นเรื่องหลัก มีผลทำให้ประธานาธิบดีปูตินแสดงอาการไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯ เอ่ยปากข่มขู่ในเรื่องนี้ โดยประธานาธิบดีปูตินเล็งเห็นว่า หากยูเครนได้รับจรวดโทมาฮอว์คจากสหรัฐฯ ก็ย่อมจะสร้างความรุนแรงของสงครามนี้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีปูตินได้ตกลงใจที่จะพบปะเจรจาเกี่ยวกับสงครามยูเครนร่วมกันอีกครั้งหนึ่งที่ประเทศฮังการี ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า
ส่วนประธานาธิบดีเซเลนสกี ที่นอนฝันหวานว่าจะได้รับอาวุธเป็นจรวดโทมาฮอว์คจากสหรัฐฯ เขาจึงรีบเดินทางมายังทำเนียบขาว เพื่อเข้าพบปะกับประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2025 ที่เพิ่งผ่านมานี้ในทันที แต่กลับปรากฏว่า ภายหลังจากที่ได้พบปะกับประธานาธิบดีทรัมป์แล้วนั้น เขาได้ออกมากล่าวถ้อยแถลงว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวต่อเขาในทำนองว่า ต้องการจะยุติสงคราม โดยมิต้องส่งขีปนาวุธโทมาฮอว์คให้แก่ยูเครน ทั้งรัสเซียและยูเครนจะต้องหยุดยิงกันในทันที ซึ่งทั้งสองฝ่ายควรจะกลับบ้านไปหาครอบครัว และยุติการสังหารต่อกัน อีกทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุต่อไปว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลโทมาฮอว์คก็มีความจำเป็นสำหรับสหรัฐฯ เองอีกด้วย แปลความได้ว่า ความคาดหวังของประธานาธิบดีเซเลนสกี ที่จะได้รับจรวดพิสัยไกลโทมาฮอว์คเป็นเพียงแค่ความฝัน แถมยังเป็นฝันร้าย จนเขาต้องกลับไปยูเครนมือเปล่า!!!
คราวนี้ผมขอวกกลับมาพูดถึงการที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเผชิญกับปัญหาหนักอกกรณี “Government Shutdown” หรือการที่รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ต้องหยุดทำการลง ปัญหากรณีชัตดาวน์ในครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2025 นี้ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ ข้าราชการทหาร และ ข้าราชการหน่วยงานต่างๆ อีกหลายแสนคน ที่ต้องถูกลอยแพไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนในการทำงาน
โดยชาวอเมริกันส่วนใหญ่ออกมากล่าวตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์และนักการเมืองของค่ายพรรครีพับลิกันมากกว่า กล่าวตำหนินักการเมืองของค่ายพรรคเดโมแครต และหากว่า ปัญหาชัตดาวน์ในครั้งนี้ยาวนานยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของประธานาธิบดีทรัมป์และพรรครีพับลิกัน และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งกลางในปีหน้าอีกด้วย โดยขณะนี้พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มว่า จะได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ย่อมจะทำให้การผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการ ก็จะเป็นไปค่อนข้างยากเย็นยิ่งๆ ขึ้น
แม้กระทั่งวุฒิสมาชิกในค่ายพรรครีพับลิกันบางคน ขณะนี้ก็เริ่มออกมาแสดงอาการลังเลใจที่จะสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์อีกต่อไปแล้ว และยังมีสมาชิกในพรรครีพับลิกันบางคนก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้มาตรการชัตดาวน์ปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางมาเป็นอาวุธทางการเมือง โดย “วุฒิสมาชิกเควิน เครเมอร์” นักการเมืองที่สังกัดในค่ายพรรครีพับลิกัน จากรัฐนอร์ทดาโกตา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น เมื่อวันพุธที่ 15 ตุลาคม 2025 นี้ว่า “ความพยายามของบรรดาแกนนำในพรรครีพับลิกัน ที่นำเอามาตรการชัตดาวน์ปิดหน่วยงานรัฐบาล มาใช้เป็นอาวุธทางการเมืองเช่นนี้ จะมีผลทำให้พรรครีพับลิกันต้องสูญเสียจุดยืนทางด้านศีลธรรมอันดีอย่างแน่นอน”
ส่วน “วุฒิสมาชิกแรนด์ พอล” จากรัฐเคนตักกี้ ซึ่งเป็นนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลอีกคนหนึ่งของพรรครีพับลิกัน ก็ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Meet the Press” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2025 นี้ว่า “ข้าพเจ้าสนับสนุนการผ่านมาตรการจ่ายเงินเดือนให้กับทหารและพนักงานของรัฐบาลที่พวกเขาไม่ได้รับค่าจ้างระหว่างที่รัฐบาลกำลังเกิดการชัตดาวน์” โดยวุฒิสมาชิกแรนด์ พอล ยังได้กล่าวเสริมต่อไปอีกว่า “เห็นด้วยในการจ่ายเงินให้แก่ทหารและกับพนักงานทุกๆ คนที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ และหากไม่เป็นเช่นนั้นและไม่มีการแก้ไข ข้าพเจ้าจะเลิกสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์” ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงอาการโกรธจัดทันทีที่ได้รับทราบ
นอกจากนั้นวุฒิสมาชิกพอล ยังได้กล่าวแก่พิธีกรผู้จัดรายการต่อไปอีกว่า คุณทราบไหมเวลาที่ผมเดินทางกลับรัฐเคนตักกี้ หรือเดินทางไปตามรัฐต่างๆ มักจะมีคนเดินเข้ามาหาแล้วพูดกับผมว่า “ขอให้ผมยึดมั่นในจุดยืนของผมอย่างนี้ต่อไป เพราะผมเป็นเพียงคนเดียวในวุฒิสภาที่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา”
จากผลการหยั่งเสียงครั้งล่าสุดของ “สำนักข่าวเอพี” เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2025 นี้ ได้รายงานว่า ชาวอเมริกัน 60% ออกมากล่าวตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์และนักการเมืองของค่ายพรรครีพับลิกัน เพราะเป็นฝ่ายที่มีเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและทำเนียบขาว ส่วนอีก 54% ออกมากล่าวตำหนินักการเมืองค่ายพรรคเดโมแครต!!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นดูเหมือนว่าขณะนี้ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” กำลังอยู่ในโหมดทำใจลำบากและโหมดทำงานอย่างหนัก ที่เขาต้องการจะสร้างภาพลักษณ์ และต้องการจะสร้างชื่อเสียงอันดีบนเวทีโลก แต่การที่เขาพูดกลับไปกลับมาเหมือน “มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก” จนได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นนักการเมืองที่พูดยอกย้อน กลับไปกลับมา ขาดความเด็ดเดี่ยวอย่างไม่น่าเชื่อถือ ส่วนปัญหาการชัตดาวน์ที่กำลังก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ และอาจจะกลายเป็นปัญหายืดเยื้อจนสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจต่อปากท้องของประชาชนคนอเมริกัน และเนื่องจากพรรครีพับลิกันคุมเสียงข้างมากทั้งในสภาคองเกรส และในทำเนียบขาว ดังนั้นประธานาธิบดีทรัมป์จำต้องเผชิญกับมรสุมการเมืองที่แสนจะหนักหน่วงอย่างแน่นอนจนไม่ค่อยได้นอนแน่ๆ ละครับ








