ในแวดวงการเมืองและรัฐศาสตร์ไทย ชื่อของ "กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร" หรือ กอ.รมน. มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวิวาทะอยู่เสมอ
ฝ่ายหนึ่งมองว่า นี่คือมรดกตกทอดจากยุคสงครามเย็นที่กลายสภาพเป็น “หน่วยงานที่ทับซ้อน” ขณะที่อีกฝ่ายยืนยันว่านี่คือ "ข้อต่อ" สำคัญที่ระบบราชการไทยจะขาดไปไม่ได้
คำถามคือ หน่วยงานที่เริ่มต้นจากการตั้งขึ้นเพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์เมื่อเกือบ 60 ปีก่อน ปรับตัวอย่างไรจึงยังคงทรงอิทธิพลครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง การเมือง และสังคมมาจนถึงทุกวันนี้ ?
1. จากเครื่องมือสู้ศึกอุดมการณ์ สู่หน่วยงานครอบจักรวาล
กอ.รมน. ก่อกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2508 ในชื่อ กอ.ปค. ท่ามกลางบริบทสงครามเย็นเพื่อต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ก่อนจะปรับตัวครั้งใหญ่ผ่านนโยบาย "66/2523" ที่ใช้การเมืองนำการทหาร จนเมื่อภัยคุกคามเดิมจบลง กอ.รมน. เคยเกือบถูกลดบทบาทจนแทบจะกลายเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากวิกฤตในช่วงปี 2547-2549 คือเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ กอ.รมน. ถูกดึงกลับมาเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการวิกฤต ก่อนจะได้รับการสถาปนาอำนาจอย่างถาวรผ่าน พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ซึ่งเปลี่ยนสถานะจากหน่วยงานเฉพาะกิจทางทหาร ให้กลายเป็นองค์กรถาวรที่มีโครงสร้างรองรับชัดเจน
ปัจจุบัน กอ.รมน. มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ (ผอ.รมน.) และมีผู้บัญชาการทหารบกเป็นรอง ผอ.รมน. ซึ่งในทางปฏิบัติถือเป็นผู้กุมสภาพการสั่งการที่แท้จริง โครงสร้างนี้หยั่งรากลึกลงไปถึงระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด โดยมีฝ่ายทหารคอยประกบการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
2. วิวาทะว่าด้วยความคงอยู่: ทำไมต้องยุบ vs ทำไมต้องอยู่
ประเด็นการดำรงอยู่ของ กอ.รมน. กลายเป็นสมรภูมิทางความคิดที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยได้อย่างชัดเจน
(1) ในมุมของผู้สนับสนุนและฝ่ายความมั่นคง
กอ.รมน. คือความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ ข้อเท็จจริงคือระบบราชการไทยทำงานแบบไซโล (Silo) แต่ละกระทรวงมีกฎหมายและงบประมาณแยกขาดจากกัน
กอ.รมน. จึงทำหน้าที่เป็น "เจ้าภาพ" ที่สามารถบูรณาการสรรพกำลัง ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน เข้าด้วยกัน เพื่อแก้ปัญหาที่หน่วยงานเดียวทำไม่ได้ เช่น ภัยพิบัติ ยาเสพติด หรือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
นอกจากนี้ ในพื้นที่เปราะบางอย่างชายแดนใต้ กอ.รมน. ยังทำหน้าที่ป้องกัน "สุญญากาศทางความมั่นคง" เพื่อรักษาเอกภาพในการบังคับบัญชา
(2) ในมุมของผู้คัดค้านและกลุ่มเสรีนิยมก้าวหน้า
กอ.รมน. คือความซ้ำซ้อนที่สะท้อนถึงการแผ่ขยายอำนาจของกองทัพเหนือรัฐบาลพลเรือน การนำประเด็นพลเรือนทุกเรื่องมาตีความให้เป็น "ความมั่นคง" เป็นเพียงข้ออ้างในการคงไว้ซึ่งงบประมาณหลายพันล้านบาทต่อปี
ฝ่ายคัดค้านมองว่างานเหล่านั้นมีหน่วยงานปกติรับผิดชอบอยู่แล้ว การยุบ กอ.รมน. แล้วคืนอำนาจและงบประมาณกลับสู่กระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะทำให้การบริหารงานโปร่งใสและตรวจสอบผ่านรัฐสภาได้ง่ายกว่า
3. ความย้อนแย้งทางการเมือง
สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตในการเมืองไทยคือ "ความย้อนแย้ง" ของนักการเมืองที่มีต่อ กอ.รมน. ในยามที่เป็นฝ่ายค้าน การยุบหรือลดบทบาทองค์กรนี้มักเป็นวาระสำคัญที่ถูกชูขึ้นมา
แต่เมื่อใดที่นักการเมืองก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล กอ.รมน. กลับกลายเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลพลเรือนเลือกที่จะหยิบใช้ประโยชน์ในการรักษาสเถียรภาพ และหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปแตะต้องโครงสร้างอำนาจนี้
วิวาทะเรื่อง กอ.รมน. จึงเป็นมากกว่าการถกเถียงถึงการดำรงอยู่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของการชั่งน้ำหนักเชิงโครงสร้างรัฐ ระหว่าง “การรักษากลไกพิเศษ” เพื่อความคล่องตัวและบูรณาการการทำงาน กับ “การจัดระเบียบใหม่” เพื่อคืนอำนาจให้หน่วยงานปกติและเน้นย้ำหลักการตรวจสอบได้...
ระหว่างสองแนวทางนี้ โครงสร้างแบบใดคือคำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย ในระยะยาว ?
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








