วันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมาธิการ ครั้งที่ 4/2569 โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการได้ติดตามเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ เกี่ยวกับปัญหาการก่อสร้างสนามกีฬาจังหวัดนราธิวาสที่ยืดเยื้อมานานกว่า 15 ปี ซึ่งโครงการนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2553 ภายใต้นโยบาย 1 จังหวัด 1 สนามกีฬา เพื่อเสริมสร้างมิตรภาพและความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
โดยในปี 2554-2555 การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้รับงบประมาณและมอบหมายให้กองบัญชาการกองทัพไทยดำเนินการก่อสร้างในส่วนแรกด้วยงบประมาณ 204,083,000 บาท ซึ่งแล้วเสร็จภายใน 1 ปี แต่เนื่องจากงบประมาณรวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 300-400 ล้านบาท งานที่เหลือจึงมีการทำ MOU ให้ศูนย์สร้างทาง กรมทางหลวง จังหวัดลำปาง เป็นผู้ดำเนินการต่อในงบประมาณ 177 ล้านบาท แต่กลับพบปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานและสร้างได้ไม่ถึง 50% จนนำไปสู่การร้องเรียนต่อสำนักงานอัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ปปช. ในประเด็นการทุจริต
นายวัชรพลกล่าวต่อว่า แม้คดีความจะดำเนินต่อไป แต่กรรมาธิการต้องการให้การก่อสร้างเดินหน้าต่อ ซึ่งล่าสุด กกท. แจ้งว่ามีงบประมาณเหลืออยู่ 49 ล้านบาท แต่จากการประเมินค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ก่อสร้างส่วนที่เหลือทั้งหมดต้องใช้เงินอีก 175 ล้านบาท โดยเดิมทีรัฐมนตรีและ ครม. ต้องการให้นำงบส่วนนี้เข้าในปี 2570 แต่เนื่องจากรายละเอียดไม่ครบถ้วน สำนักงบประมาณจึงแนะนำให้ขอใช้งบกลางหรืองบปี 2571 แทน ซึ่งคณะกรรมาธิการจะเดินทางไปพบรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดให้ใช้งบกลางในการก่อสร้างสนามกีฬานราธิวาสให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเป็นข่าวดีให้กับพี่น้องชาวนราธิวาสและคนไทยทั้งประเทศ เพราะนอกจากสนามแห่งนี้แล้ว ยังมีสนามกีฬาอีกประมาณ 16 แห่งที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันที่กรรมาธิการต้องติดตามต่อ
"สนามกีฬาแห่งนี้มันเนิ่นนานมาถึง 15 ปีแล้ว เราอยากที่จะให้ดำเนินการในการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ สุดท้ายเมื่อวานนี้ทาง กกท. ได้แจ้งผลของการเจรจากันว่า ในส่วนของคดีก็ดำเนินต่อจากนี้ไป แต่ทางสำนักงบประมาณให้ กกท. ทำเรื่องมาว่างานที่เหลืออยู่จะใช้เงินเท่าไหร่ ซึ่งประเมินแล้วต้องใช้เงินทั้งสิ้น 175 ล้านบาท พวกเราจะเดินทางไปพบท่านรัฐมนตรีเพื่อขอให้ท่านใช้งบกลางเพื่อเร่งรัดการก่อสร้างสนามกีฬานราธิวาสให้แล้วเสร็จ ส่วนเรื่องดำเนินคดีก็ว่ากันไป”
นอกจากนี้ นายวัชรพลได้กล่าวถึงเรื่องลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 โดยระบุว่าเมื่อคืนวันที่ 10 มิถุนายน เวลา 22.30 น. ได้มีการปิดดีลการเจรจาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ไทยเป็นประเทศสุดท้ายในอาเซียน 11 ประเทศที่ยังไม่สามารถตกลงลิขสิทธิ์ได้ โดยคณะกรรมาธิการขอขอบคุณบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ที่เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ในครั้งนี้ แม้จะไม่ทราบยอดเงินที่แน่นอนแต่มั่นใจว่าเป็นมูลค่ามหาศาล จึงอยากวิงวอนขอให้ทางบริษัทเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้ชมฟรีบ้าง โดยเฉพาะในนัดสำคัญหรือนัดชิงชนะเลิศ เพื่อให้ฟุตบอลโลกเป็นแรงบันดาลใจและไอดอลให้เด็กไทยเดินตามความฝันในการพาทีมชาติไทยไปสู่ฟุตบอลโลกในอนาคต
"เป็นที่น่าหวั่นใจอยู่ว่าคนไทยจะได้ดูฟุตบอลโลกหรือไม่ เพราะในอาเซียน 11 ประเทศ ไทยเป็นประเทศสุดท้ายที่ปิดดีลลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด วันนี้ต้องขอขอบคุณบริษัทจัสมินเป็นอย่างสูงที่กรุณาได้ซื้อลิขสิทธิ์ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราอยากร้องขอคือให้ทางบริษัทได้แบ่งเวลาในนัดเปิดหรือนัดสำคัญ หรือแม้กระทั่งนัดชิงชนะเลิศที่จะให้พี่น้องประชาชน เด็ก และเยาวชนได้มีโอกาสชมฟุตบอล เพราะประเทศไทยเราไม่ได้มีคนรวยทุกคน แต่อยากให้เขาได้มองว่าฟุตบอลโลกนั้นเป็นไอดอล เป็นสิ่งสำคัญที่เขาจะได้เดินตามฝัน"
นายวัชรพลกล่าวว่าขอบคุณสื่อมวลชนและย้ำว่าคณะกรรมาธิการจะยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป โดยในอาทิตย์หน้าจะมีการติดตามเรื่องงบประมาณกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งได้เชิญประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยและตัวแทนสมาคมกีฬาต่างๆ เข้ามาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณ เพราะงบประมาณคือหัวใจสำคัญในการพัฒนาการกีฬาของชาติให้มีประสิทธิภาพตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้








