การสั่งปลด "รูเบน อโมริม" พ้นจากตำแหน่งกุนซือสโมสร "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการลูกหนังโลกอีกครั้ง โดยสาเหตุที่ "กุนซือชาวโปรตุกีส" โดนตะเพิดพ้น "โอลด์ แทรฟฟอร์ด" เนื่องจากไม่สามารถพาทีมไปถึงฝั่งฝันตามที่ตระกูล "เกลเซอร์" และกลุ่ม "INEOS" คาดหวังไว้
ปัญหาหลักอยู่ที่ความดื้อรั้นของ "อโมริม" ที่จัดทีมในระบบแผนการเล่น 3-4-3 และความขัดแย้งกับบอร์ดบริหารเรื่องอำนาจในการตัดสินใจ ทำให้ "ปีศาจแดง" ต้องเริ่มต้นภารกิจควานหา "คนที่ใช่" เป็นครั้งที่ 7 นับตั้งแต่ยุคหลัง "เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน"
โดยในครั้งนี้บอร์ดบริหารชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ "โอมาร์ เบอร์ราด้า" และ "เจสัน วิลค็อกซ์" ต้องการเฮดโค้ชที่มีความยืดหยุ่นทางแท็กติก และพร้อมทำงานภายใต้โครงสร้างใหม่ของสโมสรอย่างแท้จริง โดยมีรายชื่อ "กุนซือ" ที่มีสิทธฺเข้ามาเป็นนายใหม่ในถิ่นปีศาจแดง จำนวน 5 คน ดังนี้
1. โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ (Oliver Glasner)
นาทีนี้ชื่อของกุนซือชาวออสเตรียจากสโมสรคริสตัล พาเลซ พุ่งขึ้นมาเป็นเต็งหนึ่งอย่างชัดเจน กลาสเนอร์ได้รับคำชมอย่างมากในการทำทีมที่มีทรัพยากรจำกัดให้มีสไตล์การเล่นที่ดุดัน และมีประสิทธิภาพ ผลงานชิ้นโบแดงของเขา คือ การพา ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต คว้าแชมป์ยูโรปาลีกในปี 2022 จุดเด่นที่ทำให้เขาเหนือกว่าอโมริม คือ "ความยืดหยุ่น" แม้เขาจะชื่นชอบระบบหลังสาม แต่เขาก็แสดงให้เห็นว่าพร้อมปรับไปใช้ระบบหลังสี่ได้ตามสถานการณ์ ซึ่งตรงสเปกของวิลค็อกซ์ที่ต้องการให้ทีมมีสมดุลมากกว่าเดิม
2. เอ็นโซ มาเรสก้า (Enzo Maresca)
กลายเป็นชื่อที่สร้างความประหลาดใจที่สุดในโผนี้ หลังจากที่เขาสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเชลซี และเคยพา เลสเตอร์ ซิตี้ เลื่อนชั้นอย่างสง่างาม มาเรสก้าเป็นกุนซือสายเลือดใหม่ที่เน้นการครองบอลและมีโครงสร้างทีมที่ชัดเจน (Structure) ซึ่งเป็นสิ่งที่แมนยูขาดหายไปนาน ข้อได้เปรียบของเขาคือ การเป็นศิษย์ก้นกุฏิของ "เป๊ป กวาร์ดิโอล่า" ทำให้เขามีปรัชญาฟุตบอลสมัยใหม่ที่สามารถยกระดับนักเตะดาวรุ่งในทีมได้อย่างรวดเร็ว
3. ชาบี เอร์นานเดซ (Xavi Hernandez)
ตำนานกองกลางของสโมสรบาร์เซโลน่า กลายเป็นแคนดิเดตที่แฟนบอลให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากแยกทางกับบาร์ซ่าในปี 2024 มีรายงานว่า ชาบี ซุ่มเรียนภาษาอังกฤษและศึกษาฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอย่างจริงจัง ผลงานที่ผ่านมาเขาพาบาร์เซโลน่าคว้าแชมป์ลา ลีกา ในฤดูกาล 2022-23 ท่ามกลางวิกฤตการเงินของสโมสร การที่เขาเป็นกุนซือว่างงานทำให้แมนยูไม่ต้องจ่ายค่าฉีกสัญญาแพงๆ และบารมีของเขาในฐานะอดีตนักเตะระดับโลกจะช่วยคุมห้องแต่งตัวของปีศาจแดงได้อยู่หมัด
4. ยูเลียน นาเกลส์มันน์ (Julian Nagelsmann)
แม้ปัจจุบันจะคุมทีมชาติเยอรมนี แต่ชื่อของนาเกลส์มันน์ไม่เคยหลุดจากเรดาร์ของโอลด์ แทรฟฟอร์ด ความสัมพันธ์อันดีกับ คริสโตเฟอร์ วิเวลล์ ผู้อำนวยการสรรหานักเตะของแมนยู (ที่เคยทำงานร่วมกันในเครือเรดบูลล์) คือกุญแจสำคัญ นาเกลส์มันน์ขึ้นชื่อเรื่องแท็กติกที่ล้ำสมัยและการใช้ข้อมูลสถิติ (Data-driven) มาวิเคราะห์เกมอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่คือสัญญาของเขากับเยอรมนีที่ลากยาวไปจนถึงจบฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งอาจทำให้แมนยูต้องใช้กุนซือขัดตาทัพไปก่อน
5. โธมัส แฟรงค์ (Thomas Frank)
กุนซือชาวเดนมาร์กที่ปัจจุบันคุมทัพท็อตแนม ฮอตสเปอร์ (หลังย้ายมาจากเบรนท์ฟอร์ด) เคยตกเป็นข่าวเข้าพบเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ มาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2024 แฟรงค์คือกุนซือที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับทีมให้เหนือกว่าศักยภาพที่มีได้จริง สไตล์ฟุตบอลที่เน้นเกมรุกและวินัยในเกมรับของเขาถือว่าน่าสนใจมากสำหรับโปรเจกต์ระยะยาว แต่การดึงตัวเขามาจากสเปอร์สในช่วงกลางฤดูกาลอาจเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เงินมหาศาล
การเฟ้นหากุนซือครั้งนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง "ห้ามพลาด" เพราะความล้มเหลวของอโมริมได้พิสูจน์แล้วว่า ชื่อเสียงหรือความสำเร็จจากลีกอื่นอาจไม่การันตีผลลัพธ์ในโรงละครแห่งความฝัน หากโค้ชคนนั้นไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับดีเอ็นเอและโครงสร้างการบริหารแบบใหม่ได้
#ManchesterUnited #ManUtd #NewManager2026 #Premier League #AmorimSacked #Xavi #OliverGlasner #EnzoMaresca #วิเคราะห์บอล #แมนยู #กุนซือคนใหม่แมนยู #แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด #พรีเมียร์ลีก #โอลิเวอร์กลาสเนอร์ #เอ็นโซมาเรสก้า #ชาบีเอร์นานเดซ #ยูเลียนนาเกลส์มันน์ #โธมัสแฟรงค์







