ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพคุมเข้มแบ่งคลาสหรือระดับความพิการของนักกีฬาในมหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. ให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และยุติธรรมที่สุด เป็นการต่อยอดมาตรฐานการตัดสินที่ได้รับการยอมรับในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33
วันที่ 3 มกราคม 2569 ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา ว่า นอกจากเรื่องการเป็นเจ้าภาพที่ดี ต้อนรับนักกีฬา และเจ้าหน้าที่จากชาติต่าง ๆ รวมถึงจัดเตรียมสนามให้มีมาตรฐานแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากในการแข่งขันครั้งนี้ คือเรื่องการแบ่งคลาสหรือระดับความพิการของนักกีฬา ซึ่งเราได้มีการเปิดอบรมผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เราจำเป็นต้องเน้นและเข้มงวด เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทย ไร้ข้อครหาในเรื่องการเอาเปรียบต่าง ๆ
“เราต้องการต่อยอดความยุติธรรมจากมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งได้รับความชื่นชมจากชาติสมาชิกอย่างมาก โดยทุกประเทศมีความพึงพอใจกับการตัดสินในแต่ละชนิดกีฬาที่ได้มาตรฐานภายใต้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทย และแน่นอนว่าในกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ เรื่องของการแบ่งคลาสระดับความพิการนั้น มีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งเราได้เตรียมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมาทำงานตรงนี้ให้โปร่งใส ทำให้มั่นใจว่ากีฬาอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้จะมีความยุติธรรม ได้รับการยอมรับจากทุกชาติเหมือนกีฬาซีเกมส์” ดร.ก้องศักด กล่าว
สำหรับมหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา บรรจุกีฬาแข่งขัน 19 ชนิด ได้แก่ กรีฑา, ยิงธนู, แบดมินตัน, ฟุตบอล 5 คน, บอคเซีย, หมากรุกสากล, จักรยาน, ฟุตบอล 7 คน, โกลบอล, ยูโด, ยกน้ำหนัก, ว่ายน้ำ, เทเบิลเทนนิส, วอลเลย์บอลนั่ง, ยิงปืน, วีลแชร์บาสเกตบอล, วีลแชร์ฟันดาบ, วีลแชร์เทนนิส และโบว์ลิ่ง ชิงชัยรวม 493 เหรียญทอง







