เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...เปิดปมทุเรียนไทย:ทำไมของดีถึงออกนอกประเทศ?กระทรวงพาณิชย์ควรและไม่ควรทำอะไร
ผู้บริโภคชาวไทยมักตั้งคำถามด้วยความน้อยใจว่า "ทำไมทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมถึงถูกส่งออกไปขายต่างประเทศหมดจนหาทานได้ยาก หรือถ้าเจอราคาต้องแพงระยับ?"
ความเข้าใจนี้มักถูกแก้ไขด้วยวาทกรรมกว้างๆ แต่ในความเป็นจริง นี่ไม่ใช่เรื่องของความรักชาติหรือการกีดกันผู้บริโภคในประเทศ หากแต่เป็นเรื่องของ "กลไกทางเศรษฐศาสตร์" ที่ถูกกำหนดด้วยโครงสร้างราคาและต้นทุนโลจิสติกส์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1. กับดัก "ส่วนต่างราคา" (Price Ratio Compression)
หลายคนมองแค่ราคาต้นทาง แต่ลืมมองโครงสร้างราคาเมื่อไปถึงปลายทาง ตัวอย่างง่ายๆ ที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ:
• ในไทย: หากทุเรียนพรีเมี่ยมราคา 200 บาท และเกรดธรรมดา 100 บาท ส่วนต่างคือ 2 เท่า ผู้ซื้อในไทยเมื่อเทียบความคุ้มค่าแล้ว มักมองว่าเกรดธรรมดาก็เพียงพอสำหรับการบริโภคทั่วไป
• เมื่อส่งออก: เมื่อบวกต้นทุนค่าขนส่ง ค่าจัดการ ค่ากักเก็บ และกำไรหรือภาษี เข้าไป สมมติว่ากิโลกรัมละ 100 บาท ราคาพรีเมี่ยมจะกลายเป็น 300 บาท และเกรดธรรมดาเป็น 200 บาท ดังนั้นราคาในตลาดต่างประเทศ ส่วนต่างของราคาจะถูกบีบให้แคบลงเหลือเพียง 1.5 เท่า ด้วยส่วนต่างที่น้อยลงนี้เอง
ผู้บริโภคในต่างประเทศที่นิยมบริโภคผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ มักจะมีรายได้และกำลังซื้อสูงจึงตัดสินใจ "อัปเกรด" ไปซื้อเกรดพรีเมี่ยมได้ง่ายกว่าคนไทย เพราะความคุ้มค่าเชิงจิตวิทยาของราคาเปรียบเทียบนี้มันสมเหตุสมผลกว่านั่นเอง
พูดอีกทางหนึ่ง “ไหนไหนจะต้องเสียค่าขนส่งทางไกลและการจัดการที่แพง ผู้ซื้อจะซื้อเกรดไม่ดีไปทำไม ก็ซื้อแพงอีกหน่อยก็แล้วกันคุ้มค่ากว่า”
ในแง่ของคนปลูกชาวสวนไทย เมื่อได้ราคาเกรดพรีเมี่ยมดีกว่ามาก ความต่างของราคาที่เกรดพรีเมี่ยมสูงกว่ามาก ก็จะได้มีแรงจูงใจในการพัฒนาการปลูกให้ได้เกรดดี เกรดพรีเมี่ยม ดูแลผลผลิตและสามารถคัดเกรด เพื่อสนองต่อความต้องการของตลาดต่อไป
2. พ่อค้าคนกลาง: ฟันเฟืองที่รัฐไม่ควรเป็นคู่แข่ง
ปัญหาที่ผ่านมารัฐมักพยายามแก้ด้วยการ "ลงมาทำเอง" เช่น ขายทุเรียนเอง จะเป็นคนกลางหรือล้งผลไม้เสียเอง มีผู้แนะนำให้สร้างห้องเย็นของรัฐ หรือพยายามข้ามหัวพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมักล้มเหลวเพราะขาดความเชี่ยวชาญ
การจะค้าขายเป็นพ่อค้าคนกลาง ต้องมีข้อมูลราคาวันต่อวันที่เปลี่ยนแปลง การจัดการขนส่งที่ต้องแข่งกับเวลา และการบริหารจัดการห้องเย็นที่ซับซ้อน
พ่อค้าคนกลางหรือ "ล้ง" คือผู้เชี่ยวชาญในการจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ พวกเขาคือพันธมิตรทางโลจิสติกส์ที่สำคัญ การที่มีคนแนะนำให้รัฐเข้าไป "อุ้ม" ด้วยการลดค่าไฟหรือลดดอกเบี้ยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ นอกจากจะบิดเบือนกลไกตลาดแล้ว ยังเป็นการสร้างภาระภาษีให้ประชาชนคนอื่นโดยไม่จำเป็น
3. ทางออกที่แท้จริง: รัฐในฐานะ "กรรมการ" ไม่ใช่ "ผู้เล่น"
แทนที่จะลงมาค้าขายเอง รัฐควรปรับบทบาทสู่การเป็น "ผู้สร้างกติกาที่เข้มแข็ง" เพื่อให้สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม:
• การสร้างความโปร่งใสของข้อมูล (Market Transparency): สิ่งที่เกษตรกรไทยขาดแคลนมากที่สุดคือ "ข้อมูลราคาที่แท้จริง" รัฐควรทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่รายงานราคาตลาดในและต่างประเทศแบบ Real-time เพื่อตัดวงจรการกดราคาด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นธรรม
• การลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด: แทนที่จะอุดหนุนเงิน รัฐควรลดขั้นตอนทางกฎหมายหรือกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆ สามารถเข้าสู่ธุรกิจ ถ้าในส่วนที่เป็นผู้รับหรือล้ง การขนส่งและห้องเย็นได้มากขึ้น เมื่อมีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น การแข่งขันจะผลักดันให้เกิดบริการที่ดีขึ้นและราคาสินค้าที่เหมาะสม
• การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า: ป้องกันไม่ให้รายใหญ่กดขี่รายย่อย หรือตกลงฮั้วราคากัน สำหรับสินค้าทุกชนิด ซึ่งปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ไม่มีความกล้าหาญที่จะจัดการกับผู้ผลิตรายใหญ่ที่ผูกขาดตลาด
• การส่งเสริมกลไกประมูล: สนับสนุนการสร้างตลาดกลางในพื้นที่เหมาะสม ที่โปร่งใส เปิดกว้างให้พ่อค้าหลายเจ้าเข้ามาแข่งขันประมูลซื้อสินค้าจากเกษตรกรโดยตรง วิธีนี้จะทำให้เกษตรกรได้ราคาที่เป็นธรรมตามคุณภาพจริง โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐ
• หลีกเลี่ยงที่จะทำหน้าที่เป็นเซลล์แมน ขายของ หรือซื้อของแข่งกับชาวบ้านแม้จะได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่จะไม่ได้ผลยั่งยืน เป็นการบรรเทาปัญหาเป็นบางแห่ง บางเวลาเท่านั้น
บทสรุป
การที่ทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมส่งออกไปต่างประเทศจำนวนมาก คือสัญญาณของตลาดที่ทำงานตามกลไกราคา ช่วยจูงใจให้ชาวสวนพัฒนาพันธุ์ทุเรียนให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นในอนาคต
ทางแก้ ปัญหาทุเรียน และผลิตภัณฑ์การเกษตรอื่นๆ ตลาดไม่ใช่การที่ "รัฐลงมาขายเอง" จัดอีเวนท์หรือโปรโมต สร้างภาพกับดาราดัง แต่การทำให้ตลาดในประเทศไทยมีประสิทธิภาพ มีการคัดเกรดอย่างมีประสิทธิภาพ มีการแข่งขันที่เสรีเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ และเกษตรกรมีข้อมูล ด้านราคาที่เท่าเทียมกัน และเมื่อคนไทยมีรายได้และอำนาจซื้อมากขึ้น เมื่อนั้นกลไกตลาดจะดึงดูดสินค้าเกรดดีๆ ให้มาหมุนเวียนอยู่ในประเทศเองโดยธรรมชาติ
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง








