ข่าววาไรตี้

เจาะความลับเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ท้าวเทพฯ 69 ภูเก็ตผงาดเศรษฐกิจพุ่งทะลุเป้าหมื่นล้าน

แชร์ข่าว

ปรากฏการณ์ความสำเร็จของการจัดงานสดุดีท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร ประจำปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานตามประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานเท่านั้น แต่ในปีนี้ถือเป็น "ปีทอง" ที่แสดงให้เห็นถึงการยกระดับงานวัฒนธรรมสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับมหภาคอย่างแท้จริง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานที่ล้นหลามตั้งแต่วันเปิดงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังศรัทธาและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อจังหวัดภูเก็ต ส่งผลให้เกิดกระแสการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ธุรกิจการบิน โรงแรม ไปจนถึงร้านค้าชุมชนในพื้นที่ถลาง

เบื้องหลังความสำเร็จที่ปรากฏสู่สายตาประชาชนนั้น มาจากการวางกลยุทธ์ที่เฉียบคมและการวางแผนการเล่าเรื่อง (Storytelling) อย่างเป็นระบบ โดยทีมผู้จัดงานได้ปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอจากรูปแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นการสร้าง "ประสบการณ์" ใหม่ให้กับผู้เข้าชม การวางโครงสร้างเรื่องราวตั้งแต่ภาพรวมไปจนถึงรายละเอียดเชิงลึกในปี 2569 นี้ ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนในพื้นที่หรือผู้สูงอายุที่สนใจประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสจิตวิญญาณของภูเก็ต

ในฐานะนักวิเคราะห์สื่อและเศรษฐกิจ เรามองเห็นว่าการที่งานในปีนี้ขยายเวลาการจัดงานเป็น 4 วัน เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยกระจายรายได้และลดความแออัดของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งในด้านการจราจรและความปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้สนับสนุนภาคเอกชน ส่งผลให้โมเดลการจัดงานครั้งนี้กลายเป็นต้นแบบ (Benchmark) สำคัญสำหรับการจัดงานอีเวนต์ทางวัฒนธรรมในระดับสากลที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

- กลยุทธ์ Storytelling ยุคใหม่: เมื่อประวัติศาสตร์มีชีวิตผ่าน 11 องค์แสดง

หัวใจสำคัญที่ทำให้งานในปี 2569 แตกต่างจากทุกปี คือการปรับปรุง "บทละคร" ให้เข้าถึงง่ายและมีความกระชับ โดยมีการเล่าเรื่องราวแบ่งออกเป็น 11 องค์แสดง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงบทสรุปที่กินใจ การจัดลำดับฉากอย่างมีชั้นเชิงช่วยให้ผู้ชมสามารถติดตามลำดับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การกอบกู้เมืองถลางได้อย่างไม่น่าเบื่อ ซึ่งถือเป็นการทลายกำแพงความเข้าใจยากของเนื้อหาประวัติศาสตร์แบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นเนื้อหาที่เข้าถึงใจประชาชนทุกกลุ่ม

การนำระบบแสง สี เสียง (Light & Sound) ที่ทันสมัยเข้ามาผสมผสานเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักที่ทีมงานให้ความสำคัญอย่างมาก การออกแบบโปรดักชันในปีนี้มุ่งเน้นการสร้างความอลังการที่เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีความสามารถในการขยายผลผ่านโซเชียลมีเดีย การสร้าง visual effect ที่ตื่นตาตื่นใจช่วยให้ "ฉากการสู้รบ" และ "ความเสียสละของสองวีรสตรี" ดูสมจริงและยิ่งใหญ่อลังการ จนสามารถสะกดสายตาผู้ชมได้อย่างอยู่หมัดตลอดการแสดง

นอกจากความสวยงามบนเวทีแล้ว การวางแผนงานเบื้องหลังกว่าหนึ่งเดือนของทีมงานโปรดักชัน ยังเน้นไปที่การจัดวางผังพื้นที่และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด การบูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาใช้ในการแสดง ไม่เพียงแต่เพื่อความสวยงาม แต่ยังเป็นการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในจังหวัดภูเก็ต ว่ามีความพร้อมในการจัดงานระดับ World Class ซึ่งจะช่วยดึงดูดผู้สร้างภาพยนตร์และอุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลกให้เข้ามาใช้พื้นที่ภูเก็ตเป็นฐานการผลิตในอนาคต

- พลังของ Influencer และนักแสดงแม่เหล็ก: กลยุทธ์การสื่อสารที่เข้าถึงทุก Segment

อีกหนึ่งหมากเกมที่น่าสนใจคือการเลือกใช้ "นักแสดง" และ "Influencer" ที่มีอิทธิพลต่อสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง ในปีนี้ไม่ได้มีเพียงแค่นักแสดงนำอย่าง คุณฮาน่า หรือ คุณแม็กกี้ เท่านั้น แต่ยังมีการระดมพลนักแสดงมากฝีมืออย่าง คุณออฟ ชนะพล จากช่อง 7 และ คุณเก่ง จากช่อง 5 มาร่วมสร้างความเข้มข้นให้กับเนื้อเรื่อง การผสมผสานระหว่างดารากระแสหลักและเน็ตไอดอลช่วยให้ตัวงานสามารถสื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแฟนคลับและคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากดาราระดับประเทศแล้ว ทีมงานยังได้ดึงเอา "กลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงในพื้นที่" เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นการสร้าง "Local Hero" ที่ช่วยแชร์เรื่องราวและประชาสัมพันธ์งานผ่านมุมมองของคนในพื้นที่เอง วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มยอดการเข้าถึง (Reach) ในโลกออนไลน์ แต่ยังสร้างความรู้สึกร่วมและความภาคภูมิใจให้กับคนภูเก็ต ส่งผลให้เกิดการแชร์ข้อมูลกระจายไปยังจังหวัดข้างเคียงและทั่วประเทศอย่างเป็นธรรมชาติ

การวางกลยุทธ์สื่อสารทั้งภายในและภายนอกพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทำให้งานสดุดีท้าวเทพฯ ในปี 2569 กลายเป็นประเด็น Talk of the town ตลอดช่วงระยะเวลาการจัดงาน การใช้สื่อผสมผสานทั้งออฟไลน์และออนไลน์ช่วยสร้างแรงกระเพื่อมที่นำไปสู่ยอดผู้เข้าชมที่ถล่มทลาย และการจัดการบริหารความโด่งดังของนักแสดงมาเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ถือเป็นการใช้ Soft Power ที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การจัดงานของจังหวัดภูเก็ต

- อบจ.ภูเก็ต กับโมเดลการบริหารแบบ Open Platform

ความสำเร็จในมิติของการบริหารจัดการนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกิดจากวิสัยทัศน์ของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) ภายใต้การนำของ คุณเรวัต อารีรอบ นายก อบจ.ภูเก็ต ที่เน้นนโยบายการทำงานแบบ "เปิดกว้าง" โดยการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคณะผู้จัดงาน ทีมสื่อสาร หรือแม้แต่กลุ่มสายสกุลและหน่วยงานในพื้นที่ การบริหารงานแบบบูรณาการนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้การขับเคลื่อนงานใหญ่ที่มีความซับซ้อนสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การที่ อบจ.ภูเก็ต ให้คำแนะนำและกำกับดูแลเรื่อง "ความถูกต้อง" ของเส้นเรื่องและบทละคร ในขณะเดียวกันก็อนุญาตให้ทีมงานเติมสีสันและความทันสมัยเข้าไป ถือเป็นสมดุลที่สำคัญมากในการจัดงานเชิงประวัติศาสตร์ การเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทำให้งานในปีนี้มีความยิ่งใหญ่และเข้าถึงประชาชนได้มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่พร้อมจะปรับตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แต่ยังคงไว้ซึ่งรากเหง้าอันทรงคุณค่า

“อบจ.ภูเก็ต ค่อนข้างเปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นในการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคณะผู้จัดงาน การวางแผนการสื่อสาร และกลุ่มบุคคลในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้งานในปีนี้มีความยิ่งใหญ่และเข้าถึงประชาชนได้มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา” - เรวัต อารีรอบ

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวกประชาชน ยังเป็นผลพวงจากการประสานงานที่ไร้รอยต่อระหว่าง อบจ.ภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดระเบียบร้านค้าและการบริหารพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน ช่วยสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งนโยบายการกระจายรายได้เช่นนี้เองที่ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนอย่างล้นหลาม

- แรงศรัทธา "ย่าจัน-ย่ามุก" สู่พลังความร่วมมือของชุมชนถลาง

มิติที่ลึกซึ้งที่สุดของความสำเร็จในครั้งนี้ คือ "พลังศรัทธา" ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะชาวถลางที่มีความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อ ย่าจัน และ ย่ามุก อย่างแรงกล้า แรงศรัทธานี้ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล แต่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือร่วมใจของชุมชนในหลายภาคส่วน ที่เข้ามาช่วยกันเป็นหูเป็นตา และร่วมกันต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยมิตรไมตรี ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่น่าประทับใจและไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยงบประมาณเพียงอย่างเดียว

ความสำเร็จของงานครั้งนี้ต้องยกเครดิตให้กับ "คนในพื้นที่" อย่างแท้จริง เพราะการจัดงานระดับจังหวัดที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ต้องอาศัยการสนับสนุนและการยอมรับจากคนท้องถิ่นเป็นพื้นฐาน การที่ประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในทุกด้าน สะท้อนให้เห็นว่าชาวภูเก็ตรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของงาน (Sense of Ownership) และพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อเชิดชูเกียรติของบรรพบุรุษสืบไป

ในเชิงสังคม การจัดงานนี้เปรียบเสมือนการรวมจิตวิญญาณของคนทุกเจเนอเรชันเข้าด้วยกัน ความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นถูกส่งต่อผ่านการแสดงที่ยิ่งใหญ่ ทำให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้รับรู้ถึงวีรกรรมของบรรพชนในรูปแบบที่น่าตื่นเต้นและจดจำง่าย พลังบวกจากชุมชนนี้เองที่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้งานในปี 2569 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปี และสร้างความเข้มแข็งให้กับรากฐานวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน

- วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: เมื่อวัฒนธรรมเป็นตัวขับเคลื่อน GDP ภูเก็ต

จากการประเมินเบื้องต้น การจัดงานท้าวเทพฯ ในปี 2569 นี้สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ถลางและพื้นที่โดยรอบอย่างมหาศาล การเพิ่มจำนวนวันจัดงานเป็น 4 วัน และการจัดการจราจรที่เป็นระเบียบ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงต่อยอดขายของกลุ่มร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการอาหารที่เข้ามาตั้งบูธในงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในท้องถิ่นที่ได้รับอานิสงส์จากการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

ในภาพรวมของจังหวัด การจัดงานนี้เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่เดินทางมาเพื่อรับชมการแสดงโดยเฉพาะ ส่งผลให้อัตราการเข้าพักโรงแรมในพื้นที่อำเภอถลางพุ่งสูงขึ้นเกือบเต็ม 100% ตลอดช่วงการจัดงาน การเคลื่อนย้ายของนักท่องเที่ยวจากพื้นที่ต่างจังหวัดที่เข้ามาชมงาน ยังช่วยกระตุ้นธุรกิจบริการและการขนส่งในภูเก็ตให้คึกคักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการใช้กิจกรรมทางวัฒนธรรมเป็น Magnet สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ไม่ได้เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวหลัก (Low Season) ได้อย่างดีเยี่ยม

นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และการบินโดรนเพื่อถ่ายทอดภาพความยิ่งใหญ่ของงาน ยังเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูง สร้างมูลค่าการรับรู้ (Media Value) ไปทั่วโลก ซึ่งเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของภูเก็ตในฐานะ "City of Events and Festivals" สิ่งนี้จะส่งผลดีในระยะยาวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาพัฒนาโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและการจัดงานแสดงระดับชาติในอนาคต

- เป้าหมายในอนาคต: ยกระดับสู่เทศกาลมรดกโลกที่ยั่งยืน

จากความสำเร็จในปี 2569 ทางทีมงานและ อบจ.ภูเก็ต ได้มองเห็นศักยภาพในการขยายผลงานนี้ให้กลายเป็นเทศกาลระดับนานาชาติ โดยมีแผนที่จะพัฒนาองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในปีถัดไป การถอดบทเรียนจากการจัดงานครั้งนี้ ทั้งในด้านการบริหารจัดการคน การวางแผนสื่อสาร และการผลิตโปรดักชัน จะถูกนำไปใช้เป็นรากฐานในการยกระดับงานให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยยังคงหัวใจสำคัญคือความถูกต้องทางประวัติศาสตร์และความศรัทธาของชุมชน

วิสัยทัศน์ในอนาคตยังครอบคลุมถึงการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการเล่าเรื่อง เช่น การนำเทคโนโลยี AR/VR เข้ามาเพิ่มอรรถรสในการรับชม หรือการสร้าง Interactive Museum ภายในบริเวณงานเพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมอย่างรอบด้าน การยกระดับงานวัฒนธรรมให้กลายเป็น "อุตสาหกรรมสร้างสรรค์" เต็มรูปแบบ จะช่วยให้ภูเก็ตสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างมั่นคงและไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว

บทสรุปของความสำเร็จในปีนี้เป็นเพียงก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ที่มากขึ้นในอนาคต ด้วยพลังแห่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และความเป็นผู้นำที่เปิดกว้างของ อบจ.ภูเก็ต งานสดุดีท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร จะไม่ได้เป็นเพียงความภูมิใจของชาวภูเก็ตเท่านั้น แต่จะเป็นงานแสดงระดับประเทศที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องปักหมุดหมายเพื่อมาสัมผัสความยิ่งใหญ่ด้วยตาของตัวเองสักครั้งในชีวิต

#ท้าวเทพ69 #PhuketEconomy #SoftPowerThailand #ภูเก็ต #ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร #AmazingThailand #PhuketEvents