วิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อโลกในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ คือ อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงมากขึ้น และก่อให้เกิดปรากฏการณ์สุดขั้วบ่อยครั้งยิ่งขึ้น
“สิ่งที่มนุษย์ทำส่งผลให้อากาศร้อนขึ้น ยิ่งในปัจจุบันโลกกำลังเดือดทำให้น้ำแข็งละลาย น้ำทะลมีปริมาณสูงขึ้นและอุ่นขึ้น ส่งผลต่อระบบนิเวศเสียหาย ไม่เพียงเท่านั้นโลกร้อนทำให้น้ำใต้ดินลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดผลกระทบต่อภาคการเกษตร นี่เป็นวิกฤตที่ปฏิเสธไม่ได้ ถ้าน้ำแข็งบนโลกละลายหมด ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 66 เมตร และเกิดแนวชายฝั่งใหม่”
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) กล่าวในปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “วิกฤตโลกร้อน: ถอดบทเรียนงานวิจัยสู่การป้องกันอย่างยั่งยืน” ในการประชุมทางวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 64 ภายใต้แนวคิด “บูรณาการนวัตกรรมและสังคม: ก้าวสู่อนาคตที่ชาญฉลาดและยั่งยืน” (Bridging Innovation and Society: Toward a Smart and Sustainable Future) เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผลกระทบของโลกร้อนนอกจากน้ำทะเลสูงขึ้น ดินถล่มหรือแผ่นดินไหวก็เกิดขึ้นได้ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนาพิเศษ เรื่อง “ลมฝนแปรปรวน ผันผวนวิกฤตคน” ว่า “ภัยธรรมชาติอย่างดินถล่มหรือแผ่นดินไหวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด แต่ความเสียหายที่รุนแรงขึ้นเกิดจากการที่มนุษย์ขาดความพร้อมและเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ไม่มีการออกแบบโครงสร้างให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำหลักการ “รับรู้ ปรับตัว และยอมรับ” พร้อมเสนอการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันดินถล่ม (Landslide measures) ผ่านแนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ได้แก่ การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge) การสร้างการยอมรับในสังคม (Social Acceptance) และการผลักดันเชิงนโยบาย (Policy Maker) ควบคู่กับการเสริมศักยภาพชุมชน เช่น การใช้เครื่องมือวัดน้ำฝนอย่างง่าย การจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย และการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ”
ด้าน ผศ.ดร.ภาณุ ตรัยเวช อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ อธิบายถึงปรากฏการณ์ “แม่น้ำบนท้องฟ้า” (Atmospheric River) ว่า “เป็นกลไกธรรมชาติที่ลำเลียงความชื้นปริมาณมหาศาลจากเขตร้อนไปยังขั้วโลก แต่ภายใต้ภาวะโลกร้อนเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 4 องศาเซลเซียสทำให้อากาศสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้นส่งผลให้พายุและเมฆมีปริมาณน้ำสะสมสูงขึ้น ทำให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงมากขึ้น พร้อมแนะนำให้ประชาชนโดยเฉพาะในเขตเมืองหันมาใส่ใจสภาพแวดล้อมใกล้ตัว เช่น ระบบคลองระบายน้ำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาน้ำท่วม”
ขณะที่ รศ.ดร.วิษณุ อรรถวนิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศว่า “เป็นภัยใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก และอาจทำให้ GDP ต่อหัวลดลงถึง 19% ในอนาคต จากแนวโน้มอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกว่า 48 ปี ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงร้อนที่สุดในรอบกว่า 100 ปี ประกอบกับอิทธิพลของเอลนีโญและลานีญาทำให้สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และคลื่นความร้อนส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร สุขภาพ และเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเสนอแนวทางรับมือผ่านการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ พร้อมย้ำว่า -การปรับตัวคือการลงทุน ไม่ใช่ต้นทุน- ”
แล้วการเตรียมตัวรับมือ? สรุปความจากงานปาฐกถาพิเศษและเสวนาพิเศษให้คำตอบว่า สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในปีเดียวกัน ส่งผลต่อรายได้ของประชาชนและความมั่นคงทางอาหารอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมและการปรับตัวในทุกระดับ แนวทางการรับมือประกอบด้วยการปรับตัวทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และภาครัฐ เช่น การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตร และการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะเดียวกัน งานวิจัยควรมุ่งเน้นการคาดการณ์อนาคตเพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที
การรับมือกับภาวะโลกร้อนจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน และควรมองการปรับตัวเป็น “การลงทุน” เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาวของสังคมและโลกใบนี้







