ปากกาขนนก /สกุล บุณยทัต
”...มีเรื่องราวสนองใจเกิดขึ้นมาอย่างมากมายในโลกนี้ มันเป็นดั่งภาพวาดแห่งจินตนาการอันล้ำลึก ที่ยากจะเข้าใจได้โดยง่าย... หลาย ๆ ครั้งมันอุบัติขึ้นท่ามกลางความทบซ้อนของจิตวิญญาณ แต่ก็มีอีกหลาย ๆ ครั้ง ที่มันเป็นไปและเกิดขึ้นในห้วงเหวแห่งความรับรู้สุดสามัญ... เหล่านี้... อาจคือนิยามแห่งความหมายของการมีชีวิตอยู่ ที่ยากจะจับต้อง... เป็นมายาจริตอันซ้อนซ้ำ ที่ยากจะตีความหรืออธิบายความ... อาจเป็นไปได้ว่า สิ่งที่ปรากฏคาใจและคาตาอยู่นั้น คือบททดสอบต่อสัญชาตญาณที่กักขังเราไว้กับความมืดดำแห่งตัวตนของตน... อย่างบ้าคลั่ง โหดร้าย และติดตรึง...!
ว่ากันว่า... เหนือความจริงแท้ใด ๆ ณ โลกนี้... ย่อมดำรงเคียงคู่อยู่กับภาวะแห่งความจริงลวงแห่งมายาจริต... เสมอ...! ”
“...เขาไม่แปลกใจกับนาง “พับแพว” เพราะรู้อยู่แล้วว่านางต้องอยู่ในรถไฟขบวนนี้ แต่ที่ทำให้ผู้ช่วยนายสถานีแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง คือการปรากฏตัวของหญิงสาวเคราะห์ร้าย... มันเป็นไปได้อย่างไรกัน ที่เธอมาอยู่ที่นี่ ก็ในเมื่อวันก่อนเขาเห็นหล่อนถูก “โคธะหางหนามตัวใหญ่” คาบติดปากไปต่อหน้าต่อตา ภาพของหล่อนดิ้นกระแด่วอยู่หว่างเขี้ยวคมของมัน ยังติดหูติดตาของเขาไม่หาย... ก็ใช่แหละว่านั่นเป็นหล่อน ก็แล้วทารกน้อยจ้ำม่ำ ที่กำลังอยู่ในอ้อมแขนของหล่อนนั่นคือ ลูกใครกันเล่า?”
ผู้ช่วยนายสถานี หันหลังย้อนกลับไปนั่งที่เดิม... พร้อม ๆ กับเสียงไก่ชนจอมสาระแน... โก่งคอขัน... “เชือดคอกูเถิด เชือดคอกูเถิด” อย่างต่อเนื่อง และไม่สมเหตุผล!!!
นัยปิดท้ายของประพันธกรรมแห่งการเปิดเปลือยรากลึกแห่ง “จิตสามานย์” เบื้องต้น คือ ปรากฏการณ์แห่งการแบกรับความทุกข์เศร้า ในวังวนแห่งบทบาทของกิเลสที่เปื้อนใจ ตลอดจนธารสำนึกของบาดแผลอันเยินยับของความเป็นชีวิตที่ซ้อนซับและชวนเวทนา...!
“พับแพว” นวนิยายเล่มล่าสุดของ “ไพฑูรย์ ธัญญา” ศิลปินแห่งชาติ และนักเขียนรางวัลซีไรต์ ผู้ตระหนักรู้และมากฝีมือ... ผูกร้อยเรื่องราวของ “เมืองหรรษา” เมืองแห่งความสุขที่จู่ ๆ ความสุขก็หายไป พร้อมกับนัยแห่งการเลือนหายของรถไฟขน “ชีวิตแห่งความสุข” สู่ผู้คน... ที่ก็เลือนลับหายไปด้วยเช่นกัน...!
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คืออะไรกันแน่... ในความหมายอันลึกเร้น ของสัมพันธภาพแห่งความเป็นชีวิต? เราจะตีความกันไปทางไหนดี? เมื่อความสุขอันเคยคุ้นของชีวิตต้องสูญสลายและหายไป...? หรือนี่คือ... ผลลัพธ์แห่งการกระทำของ “อำนาจเหนือหัว” ที่สั่งการลงมา จนคนที่ตกอยู่ในสังคม “เบี้ยล่าง” ไม่อาจจะทัดทานหรือปกป้องตนเองได้! ที่สุด ก็ต้องกลายเป็นชนวนเหตุแห่งการทำลายล้างอันโสมมที่ยากจะสลัดหลุด... กระทั่งกลับกลายเป็นตราบาปอันยอกย้อนที่ย้อนคืนกลับมาเล่นงาน “เงาร่างแห่งตัวตนของชีวิต” จนหมดสิ้น!
“...เป็นไปได้หรือที่คนเชิดหนัง กับตัวละครของเขามาพบปะสนทนากัน ใช่แหละว่าเขาไม่ได้ตาฝาดแต่อย่างใด? เพราะคนที่นั่งสัปหงกถัดจากชายหนุ่ม คือเท่งกับหนูนุ้ยสองพี่เลี้ยง แต่คนที่ไม่เห็นคือ ‘แม่นางพับแพว’ ผู้ลึกลับ...! การมีอยู่และหายไปของนาง เป็นสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้... มันมีอยู่ก็เหมือนไม่มี ไม่มีก็เหมือนมี”
“อุปมานิทัศน์” (Allegory) คือกลไกแห่งการเล่าเรื่อง ที่ถูกนำมาใช้เพื่อผลักเคลื่อนนัยเรื่องราวของนวนิยายเรื่องนี้ มันคือกลวิธีเล่าเรื่องราวแห่งวรรณกรรม ที่ใช้ศิลปะในการสื่อแสดงถึงตัวละคร วัตถุ และเหตุการณ์ ผ่านการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงมิติอันซับซ้อนแห่ง “การสื่อความหมายแฝง” ที่แฝงเร้นอย่างลึกซึ้งต่อนัยความหมาย... ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า... มันมักแฝงไว้ด้วยปรัชญา คติสอนใจ หรือแม้แต่ภาวะทางการเมือง...!
เท่ากับเป็นการนิมิต และสร้างเรื่องราวขึ้นมา เพื่อประกาศหรือเล่าถึงแนวคิด ในมิติของความเป็นนามธรรมได้อย่างสมบูรณ์...!
“ร่างกายอันใหญ่โตกำยำด้วยพละกำลังของราชาตะกวด ซึ่งบัดนี้ไหม้เกรียมเป็นเนื้อย่าง ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งราวป่า กลิ่นหอมอันแปลกประหลาดนั้น แม้ผู้ใดได้สูดกลิ่นเข้าไป เพียงลมหายใจอึดหนึ่งก็ดี ย่อมทำให้บุคคลผู้นั้น เกิดอาการกระวนกระวายน้ำลายสอ จิตใจของเขาปรารถนาจะได้ลิ้มรสเนื้อนั้น จนมิอาจระงับใจไว้ได้...”
บทพรรณนาของ “ไพฑูรย์” ต่อการประจงวาดแต่ง... เรื่องเล่าเหนือ “ความเป็นจริงสามัญ” ของเขา... คือรสชาติอันเคี่ยวข้น ที่ทำให้ปรากฏการณ์แห่งการปรุงแต่ง “มายาจริต” สามารถทอประกายแสงแห่ง “ความเป็นสามานย์” ที่ซ่อนเร้น อยู่ใน “จิตสันดาน” ของตัวละครอันเปรียบประหนึ่ง “สัตว์ชั้นต่ำ” ได้มากขึ้น แม้ตัวละครบางตัว ณ ห้วงขณะนั้น จะได้รับการยกย่องว่า “สูงศักดิ์” สักปานใดก็ตาม...!
“...บทกลอนของหนังบุญน้อย พรรณนาถึงความคลุ้มคลั่ง หิวโหย ของเหล่าข้าราชบริพาร ที่กษัตริย์รามณรงค์ทรงรับสั่งให้ติดตามเหยื่อเคราะห์ร้ายไปว่า มีอาการประหนึ่ง ‘ฝูงผีดิบหิวโซ’ ต่างฝ่ายต่างทุ่มเถียงแย่งยื้อร่างไหม้นั้น จนถึงขั้นจับอาวุธเข้าประหัตประหาร ล้มตายอย่างน่าอนาถ... เหตุการณ์ตอนนี้ ทำให้คนดูหน้าโรงตื่นเต้นจนแทบจะนั่งไม่ติดที่ ทั้งเสียงขับบทและเสียงดนตรีที่เชิดประโคมในจังหวะกระชากกระชั้น... ทันใดนั้นเอง พระราชารามณรงค์ พร้อมด้วยนายพูนตัวตลกในราชสำนัก และทหารองครักษ์ ก็เสด็จมาถึง... ทันทีที่ทรงทราบเหตุ จึงรับสั่งให้กุดหัวทหารเลวพวกนั้น... เสียทุกคน!”
การเลือกวิธีการเล่าเรื่องในมิติของ “อุปมานิทัศน์” ทำให้เรื่องราวของ “พับแพว” เหลื่อมซ้อนนับออกเป็นสองระดับ คือระดับเรื่องเล่าที่เห็นอยู่ตรงหน้า กับระดับความหมายที่ซ่อนอยู่ในเชิงสัญลักษณ์... มันเป็นเชิงชั้นทางประพันธกรรมที่ล้ำลึก เสียดแทง และเปิดกว้างต่อการอธิบายเนื้อในด้านลึกของใจความที่แฝงฝังอยู่...!
“...ผู้ใดให้ที่อยู่อาศัย ผู้นั้นชื่อว่า... ให้สิ่งทั้งปวง... ผู้ใดสอนธรรม ผู้นั้นชื่อว่าให้อมตะ!... ส่วนหนังตะลุงจะแสดงเรื่องราวโกหกมดเท็จหรือไม่นั้น จะให้อาตมาไปนั่งดูหน้าโรงคงไม่ใช่กิจของสงฆ์... แต่เท่าที่อาตมาพอทราบมาบ้าง อันว่านิยายหนังตะลุงนั้นเป็นเรื่องสมมติ ที่คิดแต่งขึ้นมาเพื่อประโลมโลกย์ ให้คนดูได้สนุกสนาน พวกเขาอาจสร้างแง่คิด อุทาหรณ์สอนใจ ให้คนดูพินิจพิเคราะห์กันตามสติปัญญาของแต่ละคน จึงไม่ควรทึกทักเอาว่า ‘เป็นเรื่องจริง’ เสียทั้งหมด!”
นอกจากนี้ ขบวนการณ์แห่ง “อุปมานิทัศน์” ของ “ไพฑูรย์” ยังคือการเน้นย้ำถึงการสอนใจและวิพากษ์วิจารณ์ ในประเด็นสะท้อนของศาสนา ศีลธรรม สถานการณ์ทางการเมือง หรือกระทั่งบทสะท้อนอันยอกย้อนของประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง!
“...ทะเลโคลนของเหล่าคนโซยังทะลักหนุนเนื่องไปตามทางเดินแคบ ๆ เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้สึก ครั้นแล้วผู้ช่วยชายหนุ่มเริ่มมองเห็นทัศนียภาพเบื้องหน้าที่เปลี่ยนไป จากทางเดินแคบ ๆ ที่มุ่งตรงมายังชายป่าทิศตะวันตก ดูราวกับว่า มันได้เบ่งขยายกระจายออกเป็นวงกว้างทั้งซ้ายและขวา กลายเป็นลานใหญ่อัดแน่นด้วยมวลมนุษย์สีทึมเทา เหมือนกกกอหน่อวัชพืชไร้ประโยชน์... และบัดนี้... กลุ่มของมานพหนุ่มภายใต้การนำของแม่นาง ‘พับแพว’ ก็หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับปวงวัชพืชแห่งความสิ้นหวังนี้!”
ยิ่งตั้งใจอ่าน ตั้งใจสื่อสารก็จะเห็นการเชื่อมโยงและสื่อสัญญะ ที่ขับเน้นให้ความเป็นนวนิยายเรื่องนี้ปรากฏกลิ่นอาย แห่งการสัมผัสรู้นัยอันแยบยลและหนักแน่นต่อ “หัวใจแห่งหัวใจ” ของการพรรณนา มันคือ “รอยหมักหมมของชะตากรรมรวมหมู่” ที่ติดตรึง!
“...กอหน่อวัชพืชไร้ประโยชน์ ก็หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับปวงวัชพืชแห่งความสิ้นหวัง กลิ่นอบอวลจากเรือนร่างสกปรก หมักหมมเหงื่อไคลและคราบฝุ่นผสมปนเปกับกลิ่นบูดเน่าของ ‘ชะตากรรมรวมหมู่’ อาบซาบอยู่ในเม็ดอณูของอากาศ... ผสมกับความร้อนร้ายสารยำของปริมณฑล ทำให้โอกาสสำหรับหายใจ แทบไม่หลงเหลืออีกต่อไป... เหล่ากกกอหน่อวัชพืช ต่างพากันแบ่งปันลมหายใจแห่งความสิ้นหวังนี้กันทั่วถ้วน!”
“พับแพว” ถูกผูกโยงเป็นเรื่องเล่าต่อเนื่องระหว่างชีวิตต่อชีวิต (Metaphor) มีทั้งเนื้อเรื่องและมวลสำนึกคิดระคนกัน...
“เบื้องหน้าท่านผู้นำเมืองคือข้าวของสัมภาระและเครื่องดนตรีประดามีของหนังตะลุงเร่ ‘ท่านผู้นำ’ ค่อย ๆ จ่อคบเพลิงที่ลุกโชน ลงใต้แผงใส่รูปหนังลายลูกแก้ว ใบหน้าของท่านยังอาบรอยยิ้มไม่เปลี่ยนแปลง...” นี่อาจเป็นมายาจริตหนึ่ง ของ “โลกคู่ขนาน” ที่คอยตามหลอนหลอกมนุษย์เราในธารสำนึก...!
“เปลวไฟไหม้ลามและลุกกระพืออย่างรวดเร็ว กลิ่นหนังวัวเหม็นไหม้อวลอยู่ในก้อนควัน ที่ม้วนทยอยขึ้นเป็นชั้น ๆ... นายหนังประนมมือขึ้นเหนือหัว หลับตาและเริ่มบริกรรมคาถา เหมือนกำลังสวดส่งดวงวิญญาณญาติสนิท ในพิธีฌาปนกิจศพ ที่บัดนี้กำลังถูกไฟไหม้จนบิดงอสิ้นรูปทรง...! ผู้ช่วยนายสถานีประนมมือไหว้อีกคน ลำคอของเขาตีบตื้น ขอบตาสองข้างร้อนผ่าวและเปียกรื้น อยู่ ๆ ไก่ชน... ก็โผล่หัวออกมาขัน แต่ไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอด ออกมาจากลำคอยื่นยาวของมัน!”
โดยเนื้อแท้... “พับแพว” คือนวนิยายที่ปลูกสร้างขึ้นด้วย “การดำรงอยู่ของโลกคู่ขนาน” เป็นของผู้เฒ่าผู้แก่ทางภาคใต้ของไทย... สอดคล้องกับความเชื่อแห่งอัศจรรย์ของ “เมืองลับแล” ในวัฒนธรรมปลูกสร้างของความเชื่ออื่น ๆ แสดงให้ประจักษ์ถึง ความสัตย์ซื่อและไม่บิดเบือน “ชีวิตแห่งเจตจำนง หรือกระทั่งเจตจำนงของชีวิต” โดยเน้นย้ำ ตักเตือนถึงการไม่ข่มเหงรังแกหรือเบียดเบียนคนอื่น มีวิถีปฏิบัติ ต่อการเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่น และไม่เห็นหรือเอาแต่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนใด ๆ...
“ด้วยฐานะตำแหน่งและหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำให้ท่านต้องวางตัวและแสดงออกที่ฝืนความรู้สึกแท้จริงของตนเองในบางครั้ง ในสายตาของชาวบ้าน การอุปการะหมาขาด้วนจากคนขายลาบ นับเป็นความเมตตาอย่างล้นเหลือ แม้จะต้องละเมิดกฎระเบียบที่ตัวเองทำขึ้นมาก็ตาม อานิสงส์จากกุศลกรรมในครั้งนี้ มีแต่หนุนให้บารมีของท่านสูงขึ้นทบทวี... ‘ท่านเจ้าอาวาสยอมเสียสัตย์เพื่อบุญกุศล’ ยัง ยังไม่พอ หลวงพ่อเจ้าอาวาส ยังไม่ได้พอใจอยู่เพียงแค่นั้น แต่ท่านยังคิดครุ่นอย่างหนัก กอบกู้ศักดิ์ศรีของความเป็นหมา ให้สุนัขพิการตัวนั้น กลับคืนมาให้จงได้!”
ในพื้นที่ซ่อนเร้นที่ไม่สามารถพานพบได้ง่าย ๆ หรือจะด้วยการสำรวจทางกายภาพปกติ ซึ่งก็เปรียบได้ดั่งอีกมิติหนึ่ง... มีความเชื่อกันว่า ผู้ที่สามารถจะเข้าเมืองนี้ได้ จักต้องเป็นผู้ที่มีบุญวาสนามีศีลธรรมบารมี หรือเป็นผู้ที่ทำความดี หรือบำเพ็ญธรรมมาดี...!
“...เวลา 20.00 น. หนังเริ่มการแสดง ก็เช่นเดียวกับหนังตะลุงคณะอื่น ๆ เริ่มจากดนตรีบรรเลงโหมโรง จากนั้นก็ออกรูปฤาษี ออกโคพระอิศวร ออกปรายหน้าบท ตามธรรมเนียมแห่งหนังตะลุง... คืนนั้น นายหนังตะลุงประกาศว่าจะเล่นเรื่อง ‘เมืองวิกล คนวิกาล’ ซึ่งเป็น ‘จินตนิมิต’ ที่เขายังไม่เคยแสดงที่ไหนมาก่อน!”
“เมืองวิกล คนวิกาล” นายสถานีทวนคำ “แน่นะว่าจดไม่ผิด” “ด้วยความเคารพ ไม่ผิดขอรับ” ผู้ช่วยนายสถานียืนยัน!
เหล่านี้ทั้งหมด... จึงคือเสี้ยวชีวิตของนวนิยาย ที่ค่อย ๆ เปิดเปลือยเจตนา เสียดแทงและเหยียดเย้ยอันล้ำลึกเป็น “สุขนาฏกรรมแห่งพฤติกรรม” ในพื้นที่สมมติอันแตกสลาย ของชุมชนสังเคราะห์ อันเป็นที่ชุมนุมของ ผู้คนในฐานะตัวละครหลากอาชีพ นับแต่ เจ้าหน้าที่ นักแสดง หลวงตา หรือแม้กระทั่งคนจร...!
“...ด้วยความเคารพ” คำติดปากที่ถ่อมสุภาพแต่แสนจะอัปมงคลนี้ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกห้วงขณะ เหมือนเสียงแห่งรถไฟขนโชคชะตาในทางสายเปลี่ยว ที่มีความ “วิกลวิการ” เล่นบทอวดอ้างถึงความเป็นจริงอันเหลื่อมซ้อน (Layered Reality) อยู่ในนั้น... และ “ความจริงอันเหลื่อมซ้อน” ที่ว่านี้ จะแสดงถึงความพอใจ และไม่พอใจในสำนึกของบุคคล ที่แสดงออกมาอย่างหนักหน่วงจริงจังผ่านคราบสำนึกแห่งภาวะ “ความรู้สึกภายใน” ที่ปะทุเดือดพล่านและยากจะจับต้อง เป็นแรงเหวี่ยงแห่งสำนึกอันเจ็บปวด... เจ็บแค้น...!
“เหตุการณ์ในป่าลึกยังไม่สิ้นสุด... เมื่อนายปี่เป่านำขึ้นเพลงใหม่นายหนังก็พาผู้ชมหน้าโรงย้อนไปพบกับพญาตะกวดอีกครั้งหนึ่ง เขาเล่าว่า... เมื่อพญาโคธะ กระเสือกกระสนไปขาดใจตาย ที่หน้าโพรงถ้ำของตัวเอง ด้วยความทุกข์ทรมานแสนสาหัสนั้น ดวงวิญญาณของมันก็หลุดลอยออกจากร่าง กลายเป็นดวงวิญญาณเร่ร่อน และพยาบาทอาฆาตแค้น มันล่องลอยวนเวียน มองดูพระราชาจอมอำมหิต กับเหล่าอำมาตย์ราชบริพาร ที่กระทำต่อซากร่างของมัน ด้วยความเจ็บปวดและอัปยศ... ‘มึงกินกู กูก็จะกินมึง’ ดวงวิญญาณของพญาโคธะคำรามโหยหวน ก่อนจะหายวับเข้าไปสิงร่าง ‘พระราชา’ นับแต่นั้นมา!”
เรื่องราวทั้งหมดของ “พับแพว”... เต็มไปด้วยนัยปริศนาที่แฝงอยู่ให้ต้องตีความ บ้างฝังอยู่ในส่วนลึกของการเรียนรู้และรับรู้ บ้างเผยตัวอยู่ในความเรียบง่ายของจิตปัญญา... อะไรคือขบวนรถไฟบนเส้นทางแห่งรางอันคดโค้งและว่างเปล่า? ...อะไรคือภาวะแสดงของหนังตะลุง ที่เล่นรูปเล่นเงาสู่การแสดง? ...และอะไรคือปรากฏการณ์แห่งเรื่องเล่าในตำนานของสัตว์เถื่อน อันเปิดเปลือยและสั่นระทึก? เหล่านี้คือปริศนาอันเหลื่อมซ้อนในหัวใจที่ยากจะสลัดหลุดไม่ว่าจะเป็น จากความจริงลวงหรือจริงแท้ก็ตาม...!
จากลีลาแห่งประพันธกรรมในแนวทาง “สุขนาฏกรรมแห่งพฤติกรรม” (Comedy of Manners) สุดท้ายกลับตอกย้ำสู่การใคร่ครวญของชีวิตด้วยนัยแนวทางแห่ง “โศกนาฏกรรมแห่งความเลวทรามและทุกข์ระทม” (Bad & Blood Comedy) ทุกมิติแห่งการสร้างสรรค์ “ไพฑูรย์” ได้สร้างสรรค์ประเด็นการรับรู้ อย่างแยบยล และหยั่งลึก... เหมือนการเล่นซ่อนหากับกลไกสามานย์ที่รานรุกอยู่...!
การสร้างงานด้วยเชิงชั้นแบบ “อุปมานิทัศน์” (Allegory) ทำให้นวนิยายเรื่องนี้เหมือนจะลดขีดขั้นแห่งน้ำหนักของการเหยียดเย้ยเหยียดหยันลงไปได้บ้าง แต่ในความเป็นจริงที่แท้ “รสชาติของความเป็นจริง”... กลับถูกขับเน้นออกมา ด้วยลมหายใจของ ความโศกเศร้า และกดดัน อันลุกโชน...!
...ผมรู้สึกและตระหนักถึง “เวิ้งสำนึก” แห่ง “สัตวรัฐ” (Animal Farm)... ขึ้นมาอย่างประหลาด และหวนรำลึกถึง “ชาดกย้อนอดีต” ที่สอนถึง “ความเลวด้วยความเลว”
นี่คือ... ผลลัพธ์แห่งญาณสำนึก... ที่ได้รับ... อันยากจะทำลาย และลบเลือน... ไม่ว่าเมื่อใด!
“...บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงเป็นแล้งเข็ญ ผู้คนลำเค็ญทุกหย่อมหญ้า อาจมตมต่ำมีราคา ทองคำไร้ค่าเป็นกรวดทราย ดินฟ้าอาเพศทุเรศแล้ง ทุรยุคสำแดงแผ่ขยาย ทรชนคนชั่วเดินกรีดกราย สัตบุรุษทั้งหลายก็เสียใจ... สัตบุรุษทั้งหลาย เอิงเอย กะเสียใจ!!”
#พับแพว #ไพฑูรย์ธัญญา #ซีไรต์ #วรรณกรรมไทย #นวนิยายไทย #อุปมานิทัศน์ #วิเคราะห์วรรณกรรม #การเมืองในวรรณกรรม #หนังสือน่าอ่าน #รีวิวหนังสือ #siamrathonline







