ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“...ในวิถีหนึ่งของชีวิต เราอาจมีโอกาสเรียนรู้ จิตวิญญาณของการมีชีวิตอยู่ ด้วยท่วงท่าแห่งความเข้าใจอันยอกย้อน เหมือนดั่งกลไกและรสชาติอันสลับซับซ้อนของประพันธกรรม เป็น ’ยุทธจักรจำแลง’ ที่กั้นขวางอยู่ในสัจธรรมที่เป็นทั้งความจริงแท้..และเป็นเสมือนดั่งความเคลือบแคลงอันไม่รู้จบ นัยแห่งชีวิตตามครรลองดังกล่าวนี้..จึงกลายเป็นประหนึ่งความหมาย ที่ดำรงอยู่และดำเนินไป ..ท่ามกลางแบบแผนของการเป็น ’ผู้กล้า’ อันยิ่งใหญ่ด้วยตัวตนเหนือตัวตน..!
สิ่งต่างๆ อันบังเกิดขึ้นนี้..คือรากฐานแห่งความเป็นชีวิตของ ’วิญญูชนคนยุทธจักร’ ..ที่สร้างบทเรียนแห่งการเรียนรู้ในความทรงจำ ที่ฝังบทบาทอยู่กับใจ ผ่านรูปรอยของความเป็นนิรันดร์กาล..เช่นนั้น!
“ปกครองด้วยใจอันใสซื่อ
ชีพยึดถือวิถีที่ตรงมั่น
ก้านน้อยยืนยงคงกระพัน
สักวันคือเสาหลักปักแผ่นดิน...”
นี่คือสาระสำคัญ..ของความงดงามและความซาบซึ้ง ผ่านท่วงทำนองการเขียนสร้างสรรค์ของ “จอหงวนคะนอง” ที่ปรากฏในหนังสือ “วิญญูชนคนยุทธจักร” หนังสือที่สื่อสัมผัส..ทะลุถึงแก่นแห่งยุทธภพ “ทะลวงจอมยุทธ์บนหน้าประวัติศาสตร์” จาก 6 อมตะนิยายของ “กิมย้ง” ..แปดเทพอสูรมังกรฟ้า/มังกรหยก ภาค 1/มังกรหยก ภาค 2/ดาบมังกรหยก/กระบี่เย้ยยุทธจักร/อุ้ยเสี่ยวป้อ/
เหล่านี้..ล้วนคือนิยายกำลังภายในเรื่องเยี่ยมของเขา..เป็นชุมนุมที่ฉายแสงให้ถึงก๊กและชนชาติ ผ่านความสนุกสนานและความลึกซึ้งของความนัยแห่งการประพันธ์..ยิ่งถ้าใครได้เรียนรู้และล่วงรู้ถึงประวัติศาสตร์จีน ก็ยิ่งจะได้พบกับความบันเทิงและตื่นเต้น ราวกับได้พบ “ขุมทรัพย์ในประวัติศาสตร์” ที่ทั้งถูกเสกสรรค์และเจียระไนจนกลายเป็น มรดกอันล้ำค่าทางวรรณกรรม..!
“ประวัติศาสตร์จีน ล้วนบอกเล่าทั้งด้านต่ำช้า และความประเสริฐของบุคคลโดยเท่าเทียมกัน เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้พิจารณาด้วยตนเอง หาใช่พงศาวดารเลอะเทอะที่ป่าวประกาศความดีของผู้หนึ่ง แต่กลับมอบความบัดซบแก่ฝ่ายตรงข้าม!”
มีคำกล่าวประการหนึ่ง ที่เป็นดั่งภาษิตข้อคิดที่เตือนตนข้อสำคัญ ด้วยการระบุว่า.. “คนในยุทธจักร..มิอาจทำตามใจชอบ” จากยุคแรกเริ่มของยุทธจักร จนถึงยุคของนักเลง ภาษิตนี้ก็ยังอยู่ในความหมายที่ว่า..คนที่อยู่ในสังกัด ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม และก็เช่นกัน..คนอยู่ในยุทธจักร ก็ต้องเคารพหลักการของวงการนั้น
“ต่อให้โฉดชั่วเพียงใด เพียงอยู่ในกฎเกณฑ์ของวงการ ก็ไม่ถึงกับเป็นพรรคมารแล้ว..!”
คำถามสำคัญประการหนึ่งที่มักจะต้องถามไถ่กัน..ก็คือคำถามที่ว่า “บู๊ลิ้ม..อยู่ ณ แห่งหนใดเล่า?” คำตอบก็คือว่า..บู๊ลิ้มคือ ป่าแห่งการฟาดฟัน เป็นส่วนหนึ่งของยุทธจักร..คนในยุทธจักรเป็น “นักเลง” แต่นักเลงทุกคนหาใช่จอมยุทธ์ผู้มีฝีมือและคุณธรรมน้ำมิตร ในยุทธจักรมีสังกัดพรรคมากมาย แต่ไม่ใช่ทุกพรรคที่จะได้รับการยอมรับให้เข้ามาร่วมประลอง ในป่าแห่งการฟาดฟัน และภายหลังการประลอง ต้องมีการสถาปนา “เจ้าแห่งบู๊ลิ้ม” ไว้คอยกำกับดูแลความเป็นไปในวงการที่แสนจะ “เขี้ยวลากดิน” นี้..ดังนั้น..
“คนในบู๊ลิ้มจึงสมควรเป็นยอดฝีมือ สังกัดพรรคมีชื่อ และสมควรเป็นคนในบุคลิกของนิยายกำลังภายใน คนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เรียกว่า.. ’จอมยุทธ์’ ...” ที่สำคัญ..จอมยุทธ์คือมนุษย์จำพวกใดกันแน่?
จอมยุทธ์..ประกอบด้วยคำสองคำ..คำหนึ่งหมายถึงการต่อสู้ (การสัปยุทธ์)..ส่วนอีกคำหนึ่งหมายถึง วีรชนในอุดมคติ (มีคุณธรรมน้ำมิตร)..ครั้นเมื่อรวมคำสองคำเข้าด้วยกันจะได้ความหมายใกล้เคียงกับ “จอมยุทธ์” อันหมายถึงผู้มีวิชาการต่อสู้ มีบุคลิกที่ห้าวหาญ มีคุณธรรม มีน้ำใจต่อมิตรสหาย..
แท้จริง..คำๆ นี้ใช่ว่าเพิ่งจะมีในนิยายกำลังภายใน และบุคคลเหล่านี้ ก็ใช่ว่าจะมีแต่ในโลกของจินตนาการ แต่พวกเขาคือมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่อยู่ในแผ่นดินจีนมานานหลายพันปี เป็นทั้งแม่แบบของผู้กล้า รวมทั้งเป็นตัวที่ร้ายกาจในสายตาของ “ปัญญาชน”!
“หานเฟยจื่อ” นักปรัชญาแห่งสำนัก “นิติธรรมนิยม” มองคนกล้าในยุทธจักรด้วยสายตาที่ชิงชังยิ่งนัก เขามองด้วยสายตาของนักปราชญ์ใหญ่..มองจากสายตาของขุนนางชั้นสูง.. เขาจัดวางเหล่าคนกล้าเหล่านี้ให้เป็นดั่ง “แมลงร้ายทั้งห้า” ..เป็นพวกกาฝากสังคมที่สร้างความเดือดร้อน..ซึ่งก็ประกอบด้วย พวกบัณฑิต พวกนักต่อรอง พวกนักเลงคนกล้า พวกกาฝากสังคม และพวกพ่อค้ากับนายช่าง.. ว่ากันว่า..ในสังคมเชิงอุดมคติเช่นนี้ กฎหมายและเจ้าผู้ปกครองที่โหดเหี้ยม ย่อมมองเห็นคนเหล่านี้เป็นคนที่ไร้ค่า..
“แต่ใครเล่าจะปฏิเสธได้ว่า..ในสังคมที่ดีขึ้น ’แมลงร้ายทั้งห้า’ ก็อาจเป็นแมลงที่มีคุณค่าได้เช่นกัน” ในทางตรงข้าม.. “ซือหม่าเซียน” นักประวัติศาสตร์แห่งสมัยราชวงศ์ฮั่นกลับยกย่อง “จอมยุทธ์” เหล่านี้ โดยระบุว่า “วีรชนคนกล้า” ย่อมเป็นคนรักษาสัจจะรักษาคำมั่นสัญญา ไม่เสียดายชีวิตในการปกป้องสิ่งที่ดีงามจากภยันตราย ที่เขาระบุเช่นนี้เนื่องเพราะ..ตัวเขาชอบคลุกคลีกับประชาชน พานพบผู้คนมากมาย ถ่อมตนรับฟังเรื่องราวของพวกเขา เพื่อนำมาบันทึกเป็นตำรา “ประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการ” เล่มแรกของจีน!
ที่น่าสนใจ..ก็คือ “กิมย้ง” ได้สอดแทรกอิทธิพลของพุทธศาสนาเอาไว้กับงานเขียนของเขาหลายเรื่อง อย่างเช่น “แปดเทพอสูรมังกรฟ้า” ซึ่งมีกลิ่นอายของความเป็นศาสนามากที่สุด.. ความเข้าใจของกิมย้งต่อพุทธศาสนามีขึ้น หลังจากที่เขาต้องสูญเสียลูกชายคนโตไป..ทำให้เขาบังเกิดความทุกข์ใจอย่างยิ่งจนถึงขนาดจะฆ่าตัวตาย..
ที่สุด..เขาเกิดความคิดที่จะศึกษาศาสนาเพื่อค้นหาความจริงของการเกิดการตาย และมาจบลงที่ศาสนาพุทธ ได้ศึกษาพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท จนเข้าใจความนัยอันลึกซึ้ง เป็นการวางรากฐานสำคัญทางความคิดและความเชื่อ กระทั่งได้อ่านพระสูตรสำคัญอีกหนึ่งเล่ม คือ “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” ซึ่งนำเขาให้ได้พบกับการถูกจริตอย่างยิ่ง เพราะมันเต็มไปด้วยพจนาอันลึกซึ้ง อุปมาอุปไมยอันแหลมคม โดยในพระสูตรนี้ บรรดาแปดเทพอสูรมังกรฟ้า ได้มีบทบาทอย่างมาก ต่างพากันเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อสดับพระสูตรนี้ และประกาศตนว่าจะปกป้องพระสูตร..!
จึงนับได้ว่า..เป็นเรื่องบังเอิญอย่างยิ่ง ที่พระสูตรซึ่งช่วยเยียวยาจิตใจกิมย้ง คือพระสูตรที่เป็นรากฐานแห่งนิยายที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา.. ”เพียงแต่เขาได้อ่านมัน หลังจากที่ได้เขียน แปดเทพอสูรมังกรฟ้าจบไปนานหลายปี และยังวางปากกาที่จะไม่เขียนนิยายอีกแล้ว”
ในเรื่อง “จอมยุทธ์ยิงอินทรี” หรือ “มังกรหยก ภาคแรก” มิใช่นิยายแห่งคุณธรรมน้ำมิตร หรือจริตแห่งวิญญูชนอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจเท่านั้น..แต่ยังเป็นเรื่องราวแห่งการรักถิ่นฐานบ้านเมือง ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ ที่ส่งผลต่อการสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศจีน และยังประกอบสร้างขึ้นด้วยสรรพวิชา ที่ถูกเขียนและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยกระบวนฝีมือการเขียนที่พิสดาร ไม่ต่างอะไรกับพงศาวดารที่มีชีวิต สารานุกรมที่มีบทสนทนา หรือนิยายที่มีลมหายใจของความเป็นจริง!!
ด้วยเหตุนี้.. “มังกรหยก” จึงมิได้ขับเคลื่อนด้วยตัวละครเท่านั้น แต่ยังเคลื่อนไหวไปด้วยครรลองประวัติศาสตร์ที่รายล้อมชีวิตอันน่าตื่นตาตื่นใจของ “วีรชนคนกล้า” ราชันผู้ต้อยต่ำ และนักฉวยโอกาสที่พลาดพลั้ง..
“ทั้งหมดล้วนต่างเป็นผู้สูงศักดิ์ แต่มีชีวิตอยู่บนครรลองที่ต่างกัน..คนหนึ่งเกิดแต่ดินแต่กลายเป็นดาว คนหนึ่งเกิดจากดาวแต่ร่วงสู่ดิน และคนหนึ่งเป็นทั้งดินและดาวในห้วงหาวอันเดียวกัน..!”
“มังกรหยก ภาคแรก” ตัวเอกทั้งสอง “ก๊วยเจ๋ง” และ “อึ้งย้ง” ต่างเป็นผู้เยาว์ ที่ถึงแม้ต่างจะมีจิตใจที่รักชาติ แต่ก็มีหัวใจที่แสวงหารักต่อกัน ต่างใช้ชีวิตเสรีตามใจชอบไร้กรอบจำกัด.. แต่พอมาถึง “ภาคที่สอง” แม้แต่อึ้งย้งที่มีท่าทีเสรีและโอนอ่อนผ่อนตามมาโดยตลอด ก็กลับมีท่าทีแข็งกร้าวและขู่เข็ญมากขึ้น ..อาจเนื่องเพราะ เมื่อกาลเวลาผ่านไป คนที่มีจิตใจเสรีไม่ยึดกรอบ เคยเป็นผู้เยาว์ที่แสวงหาความไร้ขอบเขต ก็กลับกลายมาอยู่ในขอบเขต เคร่งครัดในจริยา และกลายเป็นคนหัวอนุรักษนิยม..
“เพราะมนุษย์เรามีพัฒนาการไม่หยุดหย่อน แม้มีหลักการ แต่หลักการนั้นเป็นหลักการกว้างๆ เช่นมีความรักในแผ่นดินถิ่นเกิด มีความกตัญญู มีใจรักมนุษยธรรม..แต่ ’หลักรองๆ’ นั้น มักแปรเปลี่ยนเสมอ อย่างอึ้งย้งซึ่งไม่ติดกรอบในภาคแรก แต่พอนางมีลูกและเป็นผู้ใหญ่ในภาคที่สอง..นางก็ติดกรอบไปโดยปริยาย..!”
นวนิยายเรื่อง “ดาบมังกรหยก” กิมย้ง..ได้นำเอาประวัติศาสตร์ช่วงปลายของราชวงศ์หยวนมาเป็นพื้นฐานของเรื่องราว..! บริบทของยุคสมัยนี้คือ ฮ่องเต้โฉดเขลา..มองโกลไม่หยุดความเหี้ยมโหด สภาวการณ์โดยรวมอ่อนแอ เพราะไปนับถือศาสนาลี้ลับ “ชาวฮั่น” หมดความอดทนจึงลุกฮือขึ้นต่อต้านมองโกลครั้งใหญ่..
กิมย้ง..ได้ผูกเรื่องราวของเขากับประวัติศาสตร์ส่วนนี้อย่างไร้รอยต่อ ร้อยเรียงเรื่องราวจากมังกรหยกสองภาคแรก ให้เข้ากับภาคนี้ดั่ง “ภูษิตฟ้าไร้ตะเข็บ” ว่ากันว่า “ดาบมังกร” มีไว้เพื่อใช้ฆ่ามังกรจริงๆ มังกรในที่นี้..คือ “เจ้าแผ่นดินที่ทรยศต่อมหาชน เป็นทรราชที่ไร้ปัญญา เมื่อ ’ยอดยุทธ์’ ผู้ปราดเปรื่องเรืองวิชาได้ครอบครองดาบนี้.. “ก็จงไปฆ่ามังกร ปราบทุกข์เข็ญให้มวลประชาเสีย”...”
มาถึงนิยายเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” นิยายเพียงเรื่องเดียวที่กิมย้งไม่ได้อิงเข้ากับประวัติศาสตร์ทั้งเหตุการณ์และตัวบุคคล ซึ่งก็แปลกไปจากแนวทางการสร้างสรรค์ที่เคยเป็นมายาวนาน แต่ก็ยังมีนัยที่ลี้ลับซับซ้อน เป็นที่ถกเถียงกันมายาวนาน เกิดการตีความกันอย่างตลบหน้าตลบหลัง.. ที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือว่า..นิยายเรื่องนี้เคยทำให้กิมย้งถูกหมายหัวเอาชีวิตจากผู้ไม่หวังดีมาแล้ว..!
..ความยอกย้อนของความดีชั่วที่ปรากฏในนิยายเรื่องนี้ มักถูกยกขึ้นมาเปรียบเทียบในคราที่บ้านเมืองแห่งโลกตกอยู่กับความเป็นกลียุค อย่างเช่น เมื่อตอนสงครามเวียดนามในช่วงทศวรรษ 60-70 นักการเมืองของเวียดนามมักจะเรียกขานนักการเมืองด้วยกันเองในทำนองหยามหมิ่นว่า “มือถือสากปากถือศีล” และไม่ผิดอะไรกับตัวละคร “งักปุ๊กคุ้ง” บ้าง ทะเยอทะยานไม่เลือกดีชั่วเหมือน “จ้อแน่เชี้ยง” บ้าง
“สองตัวละครนี้ ว่าโฉดชั่วสามานย์แล้ว แต่ในนิยายยังมีคนประเภทนี้อีกมาก..แม้จะไม่อิงประวัติศาสตร์ แต่ก็ใกล้เคียงกับสันดานมนุษย์จนน่ากลัว !!!”
เนื่องในวาระ “ตรุษจีน” ที่เพิ่งผ่านพ้นมาได้ไม่นาน และเนื่องใน “กาลโอกาส” ที่บ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราต้องตกอยู่ในเงื้อมเงาของนักการเมืองขี้ฉ้ออันโฉดชั่ว เหมือนเช่นในขณะนี้..
“วิญญูชน คนยุทธจักร” จักเป็นหนังสือแห่งกระจกเงา ที่จักส่องสะท้อน “ความจริงแห่งความจริง” แก่เรา ผ่านทั้งความรัก ความจริง ความไร้เดียงสา ความปลิ้นปล้อนลวงหลอก ความชั่วช้าโสมม กระทั่งความไร้ยางอายในกมลสันดานอันมืดดำ.. ทั้งหมดมีรายละเอียดแห่งสัจจะ ความเป็นธรรมยุทธ์ และอาการตัวอย่างของความต่ำช้าในก้นบึ้งแห่งกมลสันดานของผู้คน..
ผู้เขียนและเรียบเรียง “จอหงวนคะนอง” ให้รายละเอียดแห่งสาระของหนังสือผ่านทั้งกระบวนการทางประวัติศาสตร์ การปลูกสร้างยุทธภูมิแห่งความเป็นจริง กระทั่งการตีความในรายละเอียดแห่งเรื่องราวที่รุ่มร้อนน่าอดสู...!
ความเป็น “ปรัชญาพิจารณ์” ซ่อนอยู่ในทุกๆ บรรทัดของหนังสือ ซึ่งไม่ได้เกินเลยแต่อย่างใดเลย ที่จะกล่าวว่า..นี่คือ “ภาพสะท้อนของภาพสะท้อน” ความสับปะรังเคอย่างเหลือแสนของการเมืองและ “นักการเมือง” ของเรา ณ ยามนี้!
*กวีพเนจรผู้หนึ่งไถ่ถาม “สำหรับชีวิตของบุคคลหนึ่ง ท่านว่าสิ่งใดควรอัปยศที่สุด?”
บัณฑิตผู้โง่งมตำรากล่าวว่า.. “เป็นบุตร แต่มิได้คำนึงถึงกตัญญุตาธรรม กำเนิดบนแผ่นดิน กลับอกตัญญูต่อแผ่นดิน”
*จอหงวนบู๊ลุกขึ้นกล่าว..
”เป็นชายชาตรีแกร่งกล้ากว่าเหล็ก แต่ปราศจากปณิธานยิ่งใหญ่!!!”







