ดนตรี /ทิวา สาระจูฑะ
ก่อนที่เลดี้ไดอาน่า จะได้รับฐานันดรศักดิ์เป็น ‘เจ้าหญิงแห่งเวลส์’ ในปี 1981 หลังจากเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส หรือ ‘เจ้าชายแห่งเวลส์’ (พระยศในขณะนั้น) นิตยสารดนตรีบางฉบับเคยขนานนามหญิงสาวสามัญชนคนหนึ่งว่า ‘เจ้าหญิงแห่งเวลส์’ นั่นคือ บอนนี่ ไทเลอร์ นักร้องสาวผู้มีเสียงแหบกร้านอันเป็นเอกลักษณ์
ชื่อจริงของเธอคือ เกย์เนอร์ ฮ็อปกิ้นส์ เกิดในเมืองนีธประเทศเวลส์ จากครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพ พ่อเป็นคนงานเหมืองและอดีตทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 แม่เป็นแม่บ้านธรรมดา มีพี่น้องอีก 6 คน ตั้งแต่วัยเยาว์ เธอได้ฟังเพลงและรับอิทธิพลจากนักร้องหลากหลายแนว รวมถึง เอลวิส เพรสลี่ย์, เดอะ บีเทิ่ลส์, ทิน่า เทอร์เนอร์, ดัสตี้ สปริงฟีลด์, เจนิส จอปลิน, อารีธา แฟรงคลิน, โจ ค็อคเกอร์ ฯลฯ อิทธิพลของคนเหล่านี้ทำให้เธออยากเป็นนักร้องอาชีพ
ไทเลอร์ ออกจากโรงเรียนแค่อายุ 16 และทำงานในร้านขายของชำ จากนั้นก็เข้าประกวดร้องเพลงในท้องถิ่น ก่อนจะเริ่มอาชีพดนตรีจริงจังด้วยการเป็นนักร้องแบ็คอัพในวง บ็อบบี้ เวย์น แอนด์ เดอะ ดิ๊กซี่ส์ และต่อมาก็ตั้งวงของเธอเองในชื่อ อิเมจิเนชั่น เล่นตามคลับบาร์ในเวลส์ ช่วงนี้เองที่เธอเปลี่ยนชื่อจาก เกย์เนอร์ ฮ็อปกิ้นส์ เป็น เชอรีน เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนกับ แมรี่ ฮ็อปกิ้นส์ นักร้องโฟล์คดังที่เป็นชาวเวลช์เหมือนกัน
คืนหนึ่งในปี 1975 ขณะร้องเพลงอยู่ใน ทาวน์สแมน คลับ ในเมืองสวอนซี เธอสร้างความประทับใจให้ โรเจอร์ เบลล์ ผู้สรรหาคนมีแววไปเป็นศิลปินบันทึกเสียง เขาเชิญเธอไปอัดเดโมที่ลอนดอน หลังจากนั้นเธก็ได้รับโทรศัพท์เรียกตัวจากบริษัทเพลงใหญ่ อาร์ซีเอ เรคอร์ดส์ ให้ไปเซ็นสัญญา และแนะนำให้เธอเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น ‘บอนนี่ ไทเลอร์’ โดยมีคู่หูนักแต่งเพลง รอนนี่ สก็อทท์ และ สตีฟ วูล์ฟ ได้รับมอบหมายให้เป็นโปรดิวเซอร์และผู้จัดการ
การออกซิงเกิลแรก "My! My! Honeycomb" เมื่อเดือนเมษายน 1976 ไม่ได้ผล แต่ซิงเกิลที่ 2 - "Lost in France" ขึ้นไปติดถึงอันดับ 9 ในอังกฤษ แต่ไม่เข้าตารางอันดับในอเมริกา อีก 2 ซิงเกิลที่ตามมาก็ติดอันดับแต่ในอังกฤษ และอัลบั้มเต็มชุดแรก The World Starts Tonight ที่ออกตอนต้นปี 1977 เงียบสนิท
ฤดูใบไม้ผลิ 1977 เธอต้องเข้าผ่าตัดเพื่อเอาตุ่มเล็ก ๆ ออกจากเส้นเสียง และต้องพักเสียงร้องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ แต่วันหนึ่งเธอเผลอตะโกนออกมาด้วยอารมณ์หงุดหงิด (จากเรื่องอะไรสักอย่าง) ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ เสียงร้องของเธอเปลี่ยนไปอยู่ในโทนแหบอย่างถาวร แต่ก็กลายเป็นความแปลกและมีเสน่ห์ หลายคนเรียกเธอว่า ‘ร็อด สจ๊วร์ท หญิง’
ความสำเร็จที่แท้จริงของ ไทเลอร์ มาถึงตอนปลายปี 1977 เมื่อเพลง "It's a Heartache" ขึ้นไปติดอันดับ 4 ในอังกฤษ และขึ้นถึงอันดับ 3 บนตาราง บิลบอร์ด ฮอต 100 ในอเมริกา และฉุดให้อัลบั้มที่ 2 - Natural Force ซึ่งออกในปีถัดมา ขึ้นไปติดท็อป 200 บนตารางอัลบั้ม บิลบอร์ด 200
แต่ 2 อัลบั้มต่อมา คือ Diamond Cut (1979) และ Goodbye to the Island (1981) อย่าว่าแต่ไม่สามารถรักษาระดับความสำเร็จเดิมไว้ได้ ยอดขายและความนิยมยังตกต่ำลงอย่างมาก และในที่สุดก็หมดสัญญากับ อาร์ซีเอ
ไทเลอร์ ได้เซ็นสัญญาใหม่กับ ซีบีเอส/โคลัมเบีย บริษัทเพลงยักษ์ใหญ่อีกแห่งของธุรกิจดนตรี ในปี 1982 เธอได้พบกับ จิม สไตน์แมน ยอดนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง Bat Out of Hell ของ มีท โลฟ หนึ่งในสุดยอดอัลบั้มอมตะแห่งวงการร็อก และผลของการร่วมมือกันก็คือ "Total Eclipse of the Heart" ซิงเกิลในปี 1983 ติดอันดับ 1 ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงอังกฤษและอเมริกา กลายเป็นหนึ่งในซิงเกิลขายดีที่สุดตลอดกาลด้วยยอดขายกว่า 13 ล้านหน่วย สมทบด้วยอัลบั้ม Faster Than the Speed of Night ที่ติดอันดับ 1 ในอังกฤษทันทีในสัปดาห์แรกที่วางขาย ติดอันดับ 3 บนตารางอัลบั้มของ แคชบ็อกซ์ และอันดับ 4 บนตาราง บิลบอร์ด 200 นอกจากนี้ยังทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลทางดนตรีอีกมากมาย
จากนั้น ไทเลอร์ มีเพลงฮิตมาเป็นระยะ ๆ “Straight From the Heart”, “Have You Ever Seen the Rain”, "Holding Out for a Hero" (1984), "Here She Comes" (1985), "If You Were a Woman (And I Was a Man)" (1986), "Hide Your Heart", "Save Up All Your Tears" และ "The Best" ซึ่งสามเพลงหลังอยู่ในอัลบั้มเดียวกันชื่อ Hide Your Heart (1988)
เพลงของ ไทเลอร์ มีองค์ประกอบของแนวดนตรีหลากหลาย ทั้งร็อก, คันทรี่, ป๊อป, บลูส์ และเซลติก-โฟล์ค นอกจากร้องเพลง เธอยังแต่งและร่วมแต่งเพลงอีกมาก ทั้งที่เป็นซิงเกิลหน้า B และในอัลบั้มของตน เช่น "Gonna Get Better", "Sayonara Tokyo", "Loving You Means Leaving You", "Louise" และ "Celebrate" เป็นต้น
แม้ว่าชื่อเสียงจะดูเบาบางลงไปตามวัยและกระแสดนตรีที่เปลี่ยนแปลง แต่ ไทเลอร์ ก็ยังออกอัลบั้มสม่ำเสมอ เพิ่งจะเริ่มทิ้งระยะห่างมากขึ้นก็หลังปี 2005 นี่เอง แต่อีกด้านหนึ่ง เธอยังประสบความสำเร็จเสมอจากการออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่เธอมีฐานแฟนเพลงหนาแน่น อย่าง ฝรั่งเศส, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
การออกผลงานจากสตูดิโอ หรือออกทัวร์คอนเสิร์ต ในช่วงหลัง ๆ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการตอบสนองจิตวิญญาณในอาชีพศิลปิน เพราะฐานะส่วนตัวอยู่ในระดับที่เรียกว่ามั่งคั่งอย่างยิ่ง ตั้งแต่ปี 1988 ไทเลอร์ และ โรเบิร์ท ซัลลิแวน สามีของเธอ ใช้เวลาส่วนใหญ่ของแต่ละปีอยู่ในบ้านของพวกเขาในโปรตุเกส ทั้งคู่ยังเป็นนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ มีที่ดินฟาร์มในโปรตุเกสและนิวซีแลนด์ บ้าน 22 หลังในเบิร์กเชียร์และลอนดอน มีคอกรับเลี้ยงและดูแลม้า 65 แห่ง
แต่หลังจากนี้ บอนนี่ ไทเลอร์ ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำงานดนตรีที่ตนรักอีกแล้ว เพราะเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา เธอเข้าผ่าตัดฉุกเฉินจากอาการลำไส้มีรูรั่วที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในโปรตุเกส แต่หลังการผ่าตัดอาการกลับทรุดลงจนเข้าสู่ภาวะโคม่า และไม่กระเตื้องขึ้นมาอีกเลย จนกระทั่งวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 เธอก็เสียชีวิตลงในวัย 75 ปี
เหลือไว้เพียงผลงานที่สร้างความสุขให้ผู้ฟังเพลงทั่วโลก และอิทธิพลที่ถ่ายทอดสู่นักร้องรุ่นหลัง ๆ
*ภาพจาก AFP








