จากนักแสดงสู่เจ้าของธุรกิจอาหาร “เจมมี่เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ” กับชีวิตที่ไม่ได้มีแค่ในวงการบันเทิง เผยไลฟ์สไตล์สุดขั้วในรายการ Prime Cast ดื่มหนักแต่ก็ฟิตหนักเหมือนกัน ยอมรับใช้ชีวิต 30% ไปกับการดื่ม แต่ยังเชื่อว่าจัดสมดุลได้ ไปจนถึงวินาทีช็อกหลังตรวจไมเกรนแล้วพบซีสต์ในสมอง 2.7 ซม. พร้อมเล่าความคิดที่เปลี่ยนไปหลังต้องเผชิญเรื่องไม่คาดฝันครั้งนี้
ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง ?
เจมมี่เจมส์ : หลัก ๆ เรามี JMJ LABEL ที่ดูแลตัวเอง มีทีมฝั่ง Content, Edit, Marketing แล้วพอเป็น Content Food เราก็ต้องมีทีมเชฟ อันนี้คือฝั่ง JMJ LABEL และจะมีฝั่งทะเลใจ ที่ไม่กล้าเรียกตัวเองว่า CEO เพราะบริษัทยังไม่ใหญ่ขนาดนั้น แต่เราดูแลหลาย ๆ อย่าง พยายามเอาระบบเข้ามาจัดการให้ได้ มี 2 ขา ซึ่งหลัก ๆ ก็จะเน้นธุรกิจอาหารเป็นหลัก คือตอนนี้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ประมาณแบบ 90%
ทำไมถึงมาทำธุกิจ F&B (Food and Beverage) ?
เจมมี่เจมส์ : ไปแข่งแล้วไม่อยากแพ้ ชอบเอาชนะ เพราะว่าตอนแรกไปพูดในรายการบอกว่า “หลังผมจบ เดี๋ยวผมจะจัด Chef's Table นะครับ” เราพูดไปแล้วในรายการ ทีนี้เราก็ต้องทำ
ทำ Chef's Table ครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง ?
เจมมี่เจมส์ : พอทำครั้งแรกที่จริงคนที่มาคือเพื่อนหมดเลย แต่พอเราเห็นว่าเพื่อนมาทานแล้วบอกว่าอร่อย แล้วเขามีความสุข แล้วได้พบปะพูดคุยสังสรรค์และดื่มไปด้วย คืออาหารเป็นหนึ่งอย่างที่ได้ใส่ความสร้างสรรค์เข้าไป ได้ใส่ความเป็นศิลปินเข้าไป ได้ใส่เรื่องราวที่เราอยากจะเล่าเข้าไป แต่สิ่งหนึ่งไม่ใช่แค่นั้น คือสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น มันคือบรรยากาศที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น รสชาติอาหารที่ต้องดี คือเป็นมาตรฐานที่มันต้องดี พอบรรยากาศที่มันเกิดขึ้นแล้วมันดีมาก ๆ มันเจ๋งสำหรับเรา เลยรู้สึกว่าพอจัด Chef's Table ครั้งแรก รู้สึกว่าหลงรักในการทำอาหารมาก ๆ
การไปทำอาหารครั้งแรกให้เพื่อน ๆ กิน ไม่กดดันเหรอ แล้วคิดว่าเพื่อนให้ข้อคิดเห็นตรง ๆ ไหม ?
เจมมี่เจมส์ : กดดัน และเราคิดว่าเขาให้ข้อคิดเห็นที่จริงใจ เพราะว่าเพื่อนที่เราเลือกมาคือไม่ใช่แบบ “อร่อยมาก ทำดีมาก” แต่คือ “เราว่าอันนี้เค็มไป ว่าอันนี้แบบข้าวแฉะไป” เป็นเพื่อนที่พูดกันอย่างนั้นตลอดอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าเราอยากชวนเพื่อนกลุ่มนี้มา แต่อาหารทุกอย่าง คิดว่ารสชาติปากเรามีความเข้าถึงคนง่ายประมาณหนึ่ง แบบเป็นคนกินรสแซ่บแบบคนไทย เลยคิดว่าถ้าปรุงแล้วเรารู้สึกว่าอร่อยแล้ว คิดว่าคนอื่นน่าจะรู้สึกอร่อยเหมือนเรา ตอนนี้เป็นเหมือนงานหลักเลย
พอมาทำอาหารเยอะ ๆ ทำให้เรากินเยอะขึ้นไหมในชีวิตจริง ?
เจมมี่เจมส์ : ลองเยอะขึ้น แต่ว่าในชีวิตประจำวันไม่ได้กินเยอะขึ้น กินเท่า ๆ เดิมเลย
เรื่องรสชาติต้องไปตระเวนชิมตามร้านอาหารทั่วเลยไหม ?
เจมมี่เจมส์ : ชิม พอเราเป็นคนทำอาหาร สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ได้ทักษะหรือได้สิ่งใหม่ ๆ มา คือการที่เราต้องไปลองกินของคนอื่น ไปดูเทคนิคของเขา ไปดูการผสมผสานของเขาแบบ เขาเอาอะไรมาจับคู่ กับอะไร เลยต้องกินเยอะขึ้น แต่ว่ากินเยอะขึ้นไม่ใช่ปริมาณที่เยอะขึ้น เช่น ปกติมื้อเย็นเรากินข้าวแบบนี้ เราแค่เปลี่ยนไปกินที่ร้านนี้แทน
บทบาทนักแสดง คุณเป็นคนเล่นซีรีส์ เล่นละครเก่งแบบจริงจัง ?
เจมมี่เจมส์ : งานหลักยังเป็นนักแสดงอยู่ คือสนุกแหละ คือตอนแรกตอนเล่นฮอร์โมนเราก็ไม่รู้ คือฮอร์โมนฐานหลักจริง ๆ เขาจะอิงจากตัวตนตัวเอง และให้เล่นเป็นธรรมชาติก่อน เพราะมันคือเรื่องแรกของทุกคน แต่พอเป็นเรื่องที่ 2 เรื่องที่ 3 ตอนแรกยังไม่รู้ เพิ่งมารู้ตอนเรื่องฉลาดเกมโกง กับ SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ที่ถ่าย 2 เรื่องติดกัน เรื่องฉลาดเกมโกง เราได้ไปค้นคว้าเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบการดูเยอะ ๆ เช่น Leonardo Dicaprio ในเรื่อง Wolf of Wall Street แล้วก็ไปดูหนังประเภทนั้น เช่น Ocean's Eleven หรืออะไรทำนองนี้ เลยรู้สึกว่าเรื่องฉลาดเกมโกงสนุกมาก เราได้มีแนวทางการแสดงใหม่ ๆ และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย จอภาพยนตร์กับซีรีส์มีการแสดงต่างกัน แล้วพออีกเรื่องหนึ่งที่ติดกันเลย คือเรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ซ้อมสเก็ตปีหนึ่งเลย ที่จริงกองฉลาดเกมโกงเคยเรียกคุยตอนแขนหัก เขาบอกว่าต้องหยุดซ้อมสเก็ต เพราะว่าถ้าอยู่ดี ๆ มาแขนหักแล้วถ่ายฉลาดเกมโกงไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนตัวเดี๋ยวนี้ แต่เราก็ซ้อมเหมือนเดิม ซ้อมเหมือนเดิมแค่ไม่ให้มันหัก เพราะว่ากระดูกหักไปรอบหนึ่งตอนที่ซ้อมของ SOS แล้วมันคือเรื่องที่เราเข้าใจจริง ๆ ว่าการเป็นนักแสดง คือการที่เราเปลี่ยนตัวตนไปอีกตัวตนหนึ่งเลย เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนทุกอย่าง มันเป็นยังไง พอหลังจากเรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน รู้สึกเลยว่าสิ่งนี้แหละคืออาชีพที่เราชอบ และรู้สึกสนุก
เจมมี่เจมส์เป็นผู้ชายที่แต่งหน้าให้ตัวเอง ?
เจมมี่เจมส์ : แต่ก่อนเคยเจอพวกข่าวที่บอกว่าแต่งหน้าแบบนี้เป็นเกย์ แต่เราไม่สนใจเลย แต่ตอนนี้จะแต่งอะไรก็ได้ ปกติมาก ทุกวันนี้ก็ยังแต่งหน้าเอง ถ้าเราต้องออกไปข้างนอกนิดหนึ่งอะไรอย่างนี้ จะแต่งหน้าเบา ๆ แต่งเหมือนไม่ได้แต่ง (Make up no make up)
คิดว่าตัวเองเป็นคนแต่งตัวเก่งไหม และทำยังไงให้กล้าแต่งตัว ?
เจมมี่เจมส์ : มันสอนกันไม่ได้ แล้วแต่ว่าแต่งอะไรแล้วเรามั่นใจไหม แล้วแต่ว่าแต่งยังไงแล้วเราชอบ แต่งยังไงแล้วมั่นใจ คุณเห็นผมใส่รองเท้าผ้าใบ กางเกงยีนส์แบบแนวเท่ ๆ แล้วจะให้มาใส่รองเท้าครึ่งข้อก็ไม่ใส่นะ เพราะใส่แล้วไม่รอด ใส่แล้วไม่มั่นใจ จะมีมุมของแต่ละคนที่ใส่แบบนี้แล้วรู้สึกว่าเรามั่นใจหรือรู้สึกว่าเราดูดี
ตอนเด็ก ๆ ที่มักจะแคร์สายตาคนรอบข้าง มีวิธีอย่างไรถึงหลุดพ้นจากจุดนั้นมาเป็นตัวเองและแต่งตัวแบบที่อยากแต่งโดยไม่แคร์ใครได้ ?
เจมมี่เจมส์ : เริ่มจากกางเกงไม่มีไซซ์ เพราะแต่ก่อนผอมมาก เลยต้องซื้อกางเกงผู้หญิงเอา กางเกงผู้ชายมันเริ่มไซซ์ 28 นิ้ว เราใส่ไม่ได้ หลวม เราต้องไปใส่ของผู้หญิง แต่ก่อนใส่เอว 24-25 นิ้ว ตอนนี้ 28 นิ้วแล้ว ตอนนี้ใส่ไซซ์ผู้ชายได้แล้ว แต่ก่อนใส่ไม่ได้จริง ๆ ก็เลยไปหยิบเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่ แล้วรู้สึกว่าใส่กางเกงยีนส์ผู้หญิงแล้วทรงเข้ากับเรา เลยเริ่มใส่เสื้อผ้าผู้หญิงมาเรื่อย ๆ แล้วพอมีช่วงรองเท้าบูทมา ลองใส่ดู พอใส่แล้วรู้สึกว่าชอบสรีระตัวเอง คือไม่ได้ต้องการให้ตัวเองสูงมาก แต่พอจับคู่กับกางเกงที่ขากางเกงกอง ๆ หน่อย แล้วมีส้นของรองเท้าบูท รู้สึกว่าเราชอบแบบนี้
มีเคล็ดลับการแก้แฮงก์อย่างไรบ้าง ?
เจมมี่เจมส์ : แฮงค์ก็ต้องไปเอาออก อย่างการออกกำลังกาย แต่ก่อนจะเข้ายิมเล่นเวท อัตราการเต้นของหัวใจมันโยนนิดหนึ่ง แต่ว่าถ้าไปวิ่งสวนจะไม่ไหว คือถ้าวิ่งปกติ เราคุมโซน 2 มันจะขึ้นไปโซน 3 อัตราการเต้นของหัวใจจะแรงขึ้นประมาณแบบ 10-20 bpm แต่ถ้าเป็นการเล่นเวทจะโอเค และเราชอบด้วย ก่อนไปเล่นเรากินอาหารเสริมก่อนออกกำลังกายด้วย ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจขึ้นรัว ๆ เลย มีอีกเคล็ดลับที่เพิ่งไปลองมาแล้วรู้สึกว่าชอบมาก คือการแช่น้ำแข็ง (Ice bath) และซาวน่า มีรุ่นพี่คนหนึ่ง อายุประมาณ 40 ปีนิด ๆ และเขาออกไปปาร์ตี้ตลอด เราเลยถามเขาว่าทำไมพี่ยังหน้าเด็กอยู่เลย? เขาบอกว่าหลังดื่มเสร็จแล้วจะซาวน่าทุกวัน คือการขับสารพิษออกมา ดีมาก ๆ แล้วหน้าเขาเด็กมาก ๆ
คุณดื่มทุกวันเลยเหรอ ?
เจมมี่เจมส์ : นั่งนับแล้ว 3 เดือน ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่ดื่มสักวันเดียว แล้วกินแบบซัดเต็มข้อล่อเต็มแข้ง ไม่ใช่แบบนั่งดื่ม 2-3 แก้วแล้วแบบนับว่าดื่มนะ เราจัดเต็มทุกวัน ตื่นมาแล้วก็ดื่มต่อ
มีช่วงหนึ่งที่คุณหน้าบวม เกิดจากอะไร ?
เจมมี่เจมส์ : หน้าเลยบวมไง ที่สื่อไปลงข่าวแล้วหน้าบวมแบบนั้น ต้องย้อนความกลับไปเลยว่าทำไมอยู่ดี ๆ เป็นอย่างนั้น เริ่มจากตอนแรกที่ถ่ายซีรีส์เรื่องสาธุ แล้วตอนถ่ายสาธุไม่เข้าฟิตเนสเลย เพราะว่าบทบาทมันห้ามมีกล้าม ซึ่งที่จริงตอนนั้นวิ่งได้แหละแต่ก็ไม่วิ่ง ไม่ออกกำลังกายเลย แล้วก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าถ่ายทำซีรีส์เสร็จ ต้นเดือน 2 จะมีไปทริปญี่ปุ่น ไปเล่นสกี สโนบอร์ดอะไรก็แล้วแต่ แล้วกลับมาจะเข้าลู่เข้าทาง แล้วคือไปญี่ปุ่นก็จัดเต็มอีก เบียร์ญี่ปุ่นเป็นกรณีพิเศษ แล้วพอกลับมา เอ็นขาด ทำให้ออกกำลังกายไม่ได้ ประมาณ 9-10 เดือน เท่ากับ 9-10 เดือนนั้นเรารับสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจากยาว ๆ เลย พอกินเบียร์เลยบวม ๆ น้ำหนักไม่ได้ขึ้น มันขึ้นเป็นไขมัน เพราะว่ามีช่วงหนึ่งเล่นเวทตลอด มีช่วงที่หนัก 52 กิโลกรัม แล้วขึ้นไป 62 กิโลกรัม จากนั้นลดลงมา 58 กิโลกรัม แต่อันนั้นตั้งใจเพิ่มกล้ามเนื้อ แล้วรีดลง ช่วงจังหวะดื่มเบียร์หนัก ๆ คือช่วงที่หนัก 58 กิโลกรัม แกว่งไปถึงประมาณ 60 กิโลกรัม แต่น้ำหนักไม่ได้เกี่ยว มันเกี่ยวกับไขมัน โปรตีน หรือความบวม สุดท้ายแล้วถ้าน้ำหนักจะขึ้น 1 กิโลกรัม ก็อาจจะแค่กิโลกรัมเดียวเอง แต่ถ้าเป็นไขมันล้วน ไขมันกิโลกรัมหนึ่งมันใหญ่และหนักมาก
เคล็ดลับการลดความบวมและการจัดการอาหารของคนทำอาหาร ตอนนั้นทำยังไงให้รีดลงมาได้ ?
เจมมี่เจมส์ : คือที่หน้าเริ่มเล็กลงนิดหนึ่ง มีคุมอาหารบ้าง ถ้าช่วงเข้าฟิตเนสจริง ๆ จะคุมอาหารเป๊ะ แต่ว่าถ้าช่วงไม่เข้าฟิตเนส จะคุมมื้อเช้าและมื้อกลางวัน คุม 2 มื้อ
ถ้าสมมติจะมีเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คิดจะเลิกดื่ม คืออะไร ?
เจมมี่เจมส์ : ไม่มี พูดจริง ๆ มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีหรอก แต่ว่าพูดจริง ๆ นะ เจมส์ชอบดื่มมาก ชอบรสชาติ ชอบความรู้สึก แล้วเราจะตั้งใจทำงาน ตั้งใจดูแลสุขภาพให้สุขภาพเราดีพอ และเรามีเงินมากพอที่จะสามารถดื่มแอลกอฮอล์ดี ๆ ได้ทุกวันไปเรื่อย ๆ
การที่ดื่มหนักในช่วงที่ผ่านมารู้สึกว่าสุขภาพเปลี่ยนไปบ้างไหม ?
เจมมี่เจมส์ : ใช้ชีวิตได้ปกติมันคือความสมดุล คือไม่ได้อยากให้บอกว่าการดื่มมันดี สุดท้ายแล้วก็ต้องจัดสรรให้สมดุลแหละ คือดื่มเยอะจริงแต่ว่าถ้าเรากินของดี แล้วเราออกกำลังกายมากพอก็จะสมดุลกันไป คือเราอาจจะไม่ได้เป็นสายรักสุขภาพเหมือนคนอื่นเขา แต่เราชอบดื่มแอลกอฮอล์ ชอบมาก ชอบรสชาติ คนเวลาคนดื่มมีหลายสาย บางคนชอบไปค็อกเทลบาร์ ชอบคุย ชอบลองอะไรใหม่ ๆ บางคนคือดื่มเพื่ออยากสนุก อยากปาร์ตี้ แต่เราดื่มเพราะชอบรสชาติ ชอบความรู้สึก รู้สึกว่าอร่อย ชอบกลิ่นคอนยัค ชอบกลิ่นองุ่นขาวที่ถูกผสมผสานมา ถูกบ่มด้วยถังไม้โอ๊กฝรั่งเศส
ทุกวันนี้มีปัญหาสุขภาพอะไรบ้างไหม ?
เจมมี่เจมส์ : มีอยู่เรื่อย ๆ ที่จริงเป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็ก เป็นทั้งบ้าน มี 4 คน พี่สาว 2 คน เรา และน้องชาย เป็นภูมิแพ้หมดเลย พี่สาวต้องไปฉีดยา และทานยาตัวที่เป็นแบบต้องทานยาไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีมั้ง กว่าจะครบทั้งหมด แต่เราไม่ทำ ก็เป็นภูมิแพ้ไปเรื่อย ๆ แต่เราแพ้อากาศ เราไม่ได้แพ้แรงเท่าพี่ด้วยมั้ง และอีกอย่างคือจมูกจะบวมง่ายกว่า เป็นอีกปัญหาหนึ่ง อันนี้คือเป็นปัญหาสุขภาพที่เป็นตั้งแต่มาเด็ก อย่างไซนัสจะมาเรื่อย ๆ แล้วแต่ช่วง ทุกวันนี้ยังเป็นอยู่ แต่ว่าเป็นไม่หนัก พอออกกำลังกายแล้วดีขึ้น มีช่วงหนึ่งจำได้น่าจะเป็นช่วงภาพยนตร์เรื่อง โฮมสเตย์ (Homestay) กับโปรเจกต์ ไนน์บายนาย (9x9) จำได้เลยปีนั้น ปีหนึ่งเราถ่าย 3 เรื่องได้ยังไง ต้นปีถ่าย โฮมสเตย์ (Homestay) ทั้งเรื่อง กลางปีถ่ายเรื่องเลือดข้นคนจาง สิ้นปีถ่ายเรื่อง Great Men Academy แล้วช่วงนั้นคือช่วงที่ต้องวิ่งกลับไปซ้อมคอนเสิร์ตที่กรุงเทพมหานคร แล้วบินกลับไปเชียงใหม่ คือถ่าย 4 วัน กลับมาซ้อมคอนเสิร์ต 3 วัน แล้วก็กลับไปถ่าย 4 วัน จนไมเกรนขึ้น เลยไปตรวจไมเกรน หมอก็ให้ยาไมเกรนปกติ แต่เวลาเราไปหาโรงพยาบาลเอกชนเขาก็จะจัดเต็มหน่อย จะให้ทำนู่นทำนี่ให้แบบพิเศษ ส่งไปตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เราก็โอเค นอนอยู่เฉย ๆ 30-40 นาที ออกมาก็ไม่มีอะไร แล้ว หมอเปิดผลเอกซเรย์ (X-ray) บอกว่าเรามีซีสต์อยู่ตรงสมอง ขนาดประมาณ 2.3*2.7 เซนติเมตร แล้วเราก็เงียบไป พอถามหมอว่าจะเป็นอะไรไหม หมอก็ให้ลองเดิน ให้เดินตามเส้นตรง เขาก็บอกว่าดูจากตอนนี้มันไม่ได้มีอะไร ถ้าสมมติซีสต์มันโตขึ้น แล้วมันดันไปโดนสมอง ตรงนี้จะทำให้เราเดินไม่ตรง ซึ่งตอนนี้ยังปกติ แล้วเขาก็วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นซีสต์ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งหลาย ๆ คนหรือคุณอาจจะมีก็ได้แต่คุณแค่ไม่ได้ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สมอง คุณเลยไม่เจอ เราแค่อยู่ดี ๆ ไปตรวจแล้วเจอ แล้วเขาก็บอกดูไม่อันตราย แล้วก็ให้ติดตามอาการ 1 ปี, 3 ปี ก็ไปติดตามแล้วมันก็ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นแค่นิดเดียว ซึ่งไม่ได้ใหญ่ขึ้นแบบมีนัยยะสำคัญที่น่ากังวล เพราะว่าการผ่าตัดสมองคือเหมือนที่รู้มาคือ 50/50 ไม่รู้มั่วไหมนะ แต่ตอนที่เราเจอซีสต์ ใจตกไปตาตุ่มจริง ๆ ตอนนั้นห้องเงียบมาก แล้วออกจากห้องมามือสั่น โทรหาพี่ที่เป็นหมอแต่เขาก็ไม่ได้เฉพาะทางสมองหรืออะไรหรอก เราบอกไปว่าตรวจไมเกรนมาแต่ว่าเจอซีสต์ในสมอง แล้วพี่เขาเงียบไปเลย 5 วินาที เราก็แบบอย่าเงียบสิ การเงียบไปแล้วเรารู้สึกไม่ดีมาก ๆ แต่ก็อธิบายเขาไปว่าหมอเขาวินิจฉัยว่าน่าจะเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ แล้วก็เอาแผ่นซีดีเอกซเรย์กลับบ้านมาเปิดให้เขาดู แล้วเขาบอกว่าแต่สิ่งที่กังวลเดียวคือถ้ามีอุบัติเหตุ แล้วหัวกระแทกแรง ถ้าซีสต์แตกอันนี้อันตราย
แล้วตอนนี้ยังมีอยู่ไหม ?
เจมมี่เจมส์ : มีอยู่ ชื่อว่า “Johnny” ติดตามอาการตลอด แล้วการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) คือสิ่งที่ไม่ชอบที่สุด เพิ่งรู้ว่าตัวเองกลัวที่แคบ บางคนบอกก็แค่นอนอยู่เฉย ๆ แต่พอลืมตาขึ้นมามันกั้นอยู่อย่างนี้ แล้วเราขยับตัวไม่ได้ ตอนแรกเราคิดว่าอะไรคือตื่นตระหนก ตอนนี้คือเข้าใจแล้วว่าตื่นตระหนกคืออะไร เราหายใจไม่ได้ เข้าใจคำว่ากลัวจนรู้สึกเหมือนจะตายไหม ความรู้สึกกลัวตาย ความรู้สึกกลัวมาก ๆ ตรงนั้นจะมีปุ่มให้กดฉุกเฉินถ้ารู้สึกไม่ไหว แล้วเราก็กด พอกดออกมาก็ต้องเข้าไปใหม่ เท่ากับเริ่มใหม่ ปกติเขาใช้เวลา 30 นาที เราเข้าไปเป็นชั่วโมง
ทุกวันนี้ทำทั้งร้านอาหารและออกกำลังกาย เอาเวลาไหนไปจัดสรรความสมดุลให้ชีวิตตัวเอง ?
เจมมี่เจมส์ : ถ้าไม่ดื่มแอลกอฮอล์เจมส์จะมีเวลาชีวิตอีกเยอะเลย 30% ของชีวิตใช้ไปกับการดื่ม เราไม่ได้เป็น Alcoholic เราแค่ชอบบรรยากาศที่เกิดขึ้น ดื่มแค่ในโอกาสพิเศษ วันนี้เริ่มสัปดาห์เป็นโอกาสพิเศษดื่ม ทำงานมากลางสัปดาห์เราดื่ม ศุกร์เสาร์เหงาได้ไงเราดื่ม วันอาทิตย์ฉลองพรุ่งนี้ทำงานดื่ม วันเกิดเพื่อนดื่ม มีคนรักดื่ม อกหักดื่ม เพื่อนอกหักดื่ม
สามารถติดตาม "PrimeCast" ได้ที่ช่องทาง Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot เวลา 18.00 น.
คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=OqnUj5tZ_Co








