เรื่องที่ไม่มีใครเคยได้ฟัง ของ “แดนนี่ ศรีภิญโญ” ผ่านพี่ที่เป็นผู้ให้อย่าง “ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี"
อีกสองบุคคลที่สนิทสนมเรียกได้ทำงานมาด้วยกันจน “แดนนี่ ศรีภิญโญ“ ยกให้เป็นไอดอลของการใช้ชีวิตเลยก็ว่าได้ ก็คือ “ป๋ากิ๊ก เกียรติ กิจเจริญ” และ “ติ๊ก กลิ่นสี” ซึ่งทั้ง 3 คนรู้จักกันมานานกว่า 30 ปี จนถึงวันที่น้องรักต้องออกเดินทางไกล ล่าสุดทั้ง “ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี” ได้เล่าเรื่องราวผ่านรายการ คุยแซ่บShow ทางช่องOne 31 ถึงเรื่องราวที่ไม่เคยเล่าที่ไหน รวมไปถึงการแนะนำการใช้ชีวิตให้ผู้ชายที่ชื่อแดนนี่จนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้
"ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี" รู้จักกันได้ไง?
ป๋ากิ๊ก : เราสองคนเจอกันในหนังเรื่องกลิ่นสีและกาวแป้ง ปี 2530 คือตอนนั้นพี่ติ๊กเค้าไปถ่ายหนังเรื่องนี้ ในเรื่องเป็นนักศึกษา และชีวิตจริงก็ยังเป็นนักศึกษา แต่เค้าเกิดปี 04 นะ ซึ่งเค้ายังเป็นนักศึกษาจริงๆ อยู่นะ อยู่ปี 5 เขาแก่กว่าพี่ 2 ปี
ติ๊ก : ไอ้นี่เข้าเรียนตอน รหัส 24 รับ ปริญญาตอนปี 30 รับพร้อมกัน
ป๋ากิ๊ก : เค้าเรียนจิตรกรรม แต่เค้าก็เป็นรุ่นพี่ช่างศิลป์ เพราะว่ารุ่นนี้เรียนหลายสถาบัน เป็นเพื่อนกันมา 40 ปี
แล้วอย่างกับแดนนี่เป็นยังไงบ้าง ?
ป๋ากิ๊ก : ตอนนี้เราหยุดการคบกันแล้ว เพราะว่าถ้าคบกันต่อเราก็ต้องตามเขาไป (ยิ้ม) พี่อยากจะบอกว่า สำหรับพี่กับแดนนี่ รู้จักกันมานาน เรื่องสภาพจิตใจของพี่ มันมีทั้งสองสภาพนะ คือเราเสียใจที่เขาไม่อยู่แล้ว แต่ก็ดีใจที่เขาไปอย่างสงบ เค้าหยุดแล้ว เค้าไม่ต้องเหนื่อยแล้ว เหมือนว่าเค้าได้หยุดพักแล้ว ไม่ต้องมีกังวลอะไรแล้ว แต่เราก็ไม่รู้ว่าโลกหน้าเป็นยังไง เพราะว่าเราก็ไม่เคยไป เราเสียใจที่จะไม่ได้เจอเขาแบบเป็นๆ แต่ก็ดีใจที่โอเค น้องคงหมดห่วงหมดภาระแล้ว แต่พี่ไม่ต้องทำใจอะไรมากมาย เพราะว่าเราก็ไม่ใช่ญาติพี่น้องกับเขา เพราะว่าย้อนกลับไปพี่รู้จักกับแดนนี่เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดง สมัยก่อนเราเป็นนักแสดงวัยรุ่น เล่นเป็นนักเรียนด้วยกันในภาพยนตร์
แต่คนที่เจอพี่แดนนี่ก่อนเลยคือพี่ติ๊ก ?
ติ๊ก : เจอตั้งแต่ตอนเด็กๆ ตอนนั้นเค้าเป็นเด็กลูกครึ่ง เริ่มจากบ้านเพื่อนพี่อยู่ที่ดินแดง และบ้านแดนนี่ก็อยู่ใกล้ๆ เราก็ไปแกล้งเขา
ป๋ากิ๊ก : คือตอนนั้นแดนนี่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เพราะว่าบ้านแม่บุญธรรมของแดนนี่อยู่ข้างบ้านเพื่อนของพี่ติ๊ก
ติ๊ก : เราไปบ้านเพื่อน เป็นห้องซ้อมดนตรี เราก็ไปสิงที่บ้านเพื่อน แล้วแดนนี่ก็เป็นเด็กน้อยอยู่บ้านข้างๆ เราก็แกล้งเด็ก คือตอนนี้เราก็เล่าเรื่องความน่ารัก การปฏิสัมพันธ์ในการเจอกันกับเด็ก หลังจากนั้นเราก็ได้ข่าวว่าแดนนี่เค้าก็มาเป็นโดมอนแมน ตอนนั้นเทรนด์ลูกครึ่งกำลังมา จากนั้นเค้าก็ไปเล่นให้กันตนา เค้าก็เป็นดารา
ป๋ากิ๊ก : ตอนนั้นที่เค้าเข้ากันตนาแล้ว เค้าเป็นดาราแล้วนะ แต่ติ๊ก กลิ่นสียังไม่เป็นดารา ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาทั่วไป
แล้วตอนไหนที่มาร่วมงานกับพี่แดนนี่แบบจริงจัง ?
ป๋ากิ๊ก : ก็น่าจะเป็นตอนที่เรามาเปิดบริษัทกันแบบจริงจัง รายการแสบคูณสอง และเกมส์พันหน้า ซึ่งตอนนั้นแดนนี่เค้าก็เป็นเจ๊ตุ่มแล้ว ซึ่งความสามารถของแดนนี่เค้าหลากหลายนะ นอกจากเป็นนักแสดงแล้ว เค้าเล่นตลกได้ เค้าเป็นพิธีกรได้ เพราะว่าเขาเป็นคนพูดเก่ง เค้าเป็นคนมีความสามารถด้านนี้ แล้วเราก็เปลี่ยนมาทำเกมพันหน้า ก็ให้แดนนี่มาอยู่ในแก๊งค์แมวเหมียว เป็นแก๊งค์แมวมอง เพื่อเอาคนอื่นมาออกรายการ
เห็นว่าพอมาทำรายการด้วยกัน ก็ชวนกันไปดื่มยันเช้า?
ป๋ากิ๊ก : อันนี้ต้องบอกว่า ทำตั้งแต่ก่อนทำงานแล้ว
ติ๊ก : ต้องบอกว่านี่เป็นกิจกรรมสันทนาการที่เราร่วมกันทำ อย่างมีความสุข โดยใช้เครื่องดื่มเป็นตัวนำ ตอนนั้นพวกเราก็ 30 แดนนี่ก็ประมาณ 20กว่าๆ
ป๋ากิ๊ก : คือแดนนี่ไปด้วยกัน เค้าเป็นคนเฮฮา เราก็เป็นคนเอนเตอร์เทน แต่ก็ไม่ใช่ทุกวัน เพียงแค่บางวันออกมาจากร้าน ก็พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว อันนี้มันเกิดขึ้นก่อนที่จะมีเคอร์ฟิวส์ เพราะว่าเราเจอกันแล้วเที่ยวด้วยกันตั้งแต่พาเลซสมัยก่อนโน้น
แต่พี่แดนนี่เค้าก็มองปากกิ๊กไอดอล ?
ป๋ากิ๊ก : เค้าน่าจะมองว่าการใช้ชีวิตของเราแบบเฮฮา พวกพี่จะมี concept แบบเดียวกัน เป็นพวกสุขนิยม ประมาณว่าเฮ้ยมึงเชื่อกู ปัญหามันมีเยอะแล้ว ทุกอย่างมันไม่ใช่ปัญหาเพราะปัญหามันมีเยอะแล้ว ทุกปัญหามีทางออก แต่ถ้าหาทางออกไม่เจอ ก็ออกมันตรงทางเข้า เพราะว่าทำไมหรอ ก็ตะกี้ที่มึงเข้ามาไง ทุกปัญหามันมีทางออก ก็เลิก อย่าไปฝืน อย่าไปดิ้นรน แดนนี่เค้าก็คงคิดว่าพวกพี่เป็นคนง่ายง่ายแบบนั้น ใช้ชีวิตให้มีความสุข
ติ๊ก : เวลาเราคุยกัน มันมักจะมีมวลไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ในอีกมุมนึงพี่แดนนี่เค้าก็มีมุมที่น้อยเนื้อต่ำใจ?
ป๋ากิ๊ก : จะใช้คำว่าน้อยเนื้อต่ำใจนั้น พี่ว่ามันไม่ใช่หรอก แต่มันเป็นคนที่แบบว่า ผมไม่ดีพอ เราก็บอกว่ามึงคิดเยอะว่ะ มันถึงทำให้เรามีเรื่องที่จะคุยกันบ่อย ซึ่งหลายคนก็ฟังว่าตามข่าวที่บอกว่าพี่แดนนี่มีอะไรก็จะปรึกษาเรา มันไม่ใช่หรอก แต่จริงๆคือมันเป็นคนชอบถาม เพราะว่าเค้าเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง หรือว่าเวลาเค้าใส่เสื้อ เค้าจะชอบถามว่าผมใส่เสื้อตัวนี้ไหม แล้วคนอื่นเค้าจะรังเกียจผมไหม เราก็บอกว่าไม่เป็นไร ถ้าเค้าไม่ชอบ เค้าก็ไม่ชอบตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งถามว่า ให้กำลังใจยังไงไหม แต่สำหรับพี่ไม่ใช้คำว่าให้กำลังใจ เพราะว่าเราพูดตรงๆ ถ้าดีก็บอกว่าดี
และเห็นว่าพี่ติ๊กเป็นคนพาพี่แดนนี่ไปซื้อบ้านและสอนเรื่องเก็บเงิน?
ติ๊ก : คือความจริงการวางอนาคตของแต่ละคน ผมเห็นว่านี่เค้าควรจะมีบ้านแล้ว เค้าควรจะเซฟในเรื่องระบบของการเงิน เราก็บอกว่าแดนนี่ควรจะซื้อบ้านหลังนี้นะเพราะว่าหันหน้าทางทิศนี้แล้วมันดี และหรือเราก็บอกว่าเอาเงินก้อนนี้ควรจะมาใช้ทำแบบนี้สิ หรือเรื่องรถเราก็ว่าน้องควรใช้รถแบบนี้สิ ซึ่งถ้าเราไม่เข้าจัดการ เค้าก็อาจจะมีมายด์เซ็ทของตัวเองอยู่แล้วก็ได้ แต่การที่เราเสริมสิ่งที่เราพูดไป เราก็แนะนำในฐานะรุ่นพี่ ซึ่งเขาก็โอเค
ป๋ากิ๊ก : คือถ้าเป็นคนสมัยนี้เค้าอาจจะมองพวกพี่สองคนว่าเป็นคนชอบใส่ใจ
รวมไปถึงก็มาปรึกษาเรื่องซื้อของให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ?
ป๋ากิ๊ก : คือจะเล่าให้ฟัง คือเค้ามีแฟนคนนึง คือเค้าซื้อเสื้อให้ผู้หญิง เค้าก็ให้เราช่วยเลือก เราก็เลือกสีขาวไป แต่แดนนี่บอกว่าขอสีแดง เพราะว่ามันตัวดำ ก็คือภรรยาคนปัจจุบันคนนี้แหละ ก็จ๋านี่แหละ ซึ่งเราก็เข้าใจว่าชื่อนี้ และครั้งแรกที่เราได้เจอผู้หญิงคนนี้ ทุกคนก็เรียกชื่อผู้หญิงคนนี้ว่าจ๋ากินนู่นกินนี่ ซึ่งจ๋าก็งงว่าเรียกใคร เค้าก็ตอบกลับมาว่าหนูไม่ได้ชื่อจ๋า หนูชื่อกวาง เราก็ไปด่าแดนนี่ว่าไหนบอกว่าชื่อจ๋า แดนนี่ก็บอกว่าผมไม่ได้บอกเลยว่าเค้าชื่อจ๋า แต่ที่ผมเรียกเขาว่าจ๋าเพราะว่าเค้าชื่อกวางจ๋า เกือบบรรลัย สรุปก็คือคนเดียวกันนั่นแหละ
และป๋ากิ๊กก็เป็นคนตั้งชื่อ “น้องเอวา” ลูกของพี่แดนนี่ ?
ป๋ากิ๊ก : เราก็ดีใจที่เขามีครอบครัวไปฝั่งเป็นฝา ผมชอบให้คนมีครอบครัว เพราะสุดท้ายแล้วคนเรามันอยู่คนเดียวไม่ได้หรอก คือตอนนี้แม้เราจะยังอยู่ได้ แต่ถ้าวันนึงเราแก่ตัวไป เพราะว่าเพื่อนรอบนอกมันจะหายไปเรื่อยๆ เราก็บอกว่ามึงเชื่อกู มึงควรจะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง กูว่าเนี่ยคือความฝันของมึง เพราะว่าเค้าไม่มีครอบครัว แล้ววันนึงมันมีลูก วันที่ลูกคลอดออกมา เราก็รีบดิ่งไปเลย ไปดูลูกมัน แดนนี่มันก็บอกว่าผมมีลูกสาว ช่วยตั้งชื่อให้ลูกมันหน่อยสิ ลูกผู้หญิงหรอชื่อเอวาสิ ก็มาจากอดัมกับเอวา เพราะว่าเราเป็นคริสต์ ก็คือเราไปใส่ใจในเรื่องครอบครัวเขา
คือพี่แดนนี่เค้าให้ความเคารพกับพี่สองคนมาก ?
ป๋ากิ๊ก : คือเค้าก็ไม่มีครอบครัว เค้าไม่มีญาติพี่น้อง
ติ๊ก : เพราะว่าผมเคยถามเขา ว่าเค้ามีพี่หรือมีน้อง ก็ถามแดนนี่ว่าทำไมไม่คิดไปหาญาติที่เมกา เพราะว่าพ่อเค้ากลับไปอยู่อเมริกา ก็น่าจะมีพี่น้องอีกไม่ใช่หรอ เราก็บอกให้เค้าไปหาสิ เพราะว่าถ้าเป็นผม ผมไป ซึ่งเค้าอาจจะไม่อินในเรื่องนี้มากก็ได้ ก็จบเรื่องนี้ไป แต่ถ้าพี่ไปคนเดียวก็ไม่ได้เพราะว่าพี่ก็ไม่มีญาติอยู่ที่นั่นเลย ก็เลยไม่ไปดีกว่า
ถามถึงสาเหตุที่บริษัทที่ทำมาด้วยกันทำไมถึงปิดตัวลง ?
พากิ๊ก : 20 กว่าปี อย่างตอนนั้นที่เราต้องปิดตัว เพราะว่าธุรกิจมันเปลี่ยน เราขายของยากขึ้น เพราะว่าตอนนั้นเราเปิดบริษัท ขายเอง และมีรายการเดียว มันขายยากขึ้น เงินมันก็เข้าน้อยลง เราก็เลยบอกว่าถ้าเราหยุดตอนนี้ เรายังพอมีเงินจ่ายให้กับลูกน้อง ชดเชยให้ทุกคนได้ไปต่อ เพราะว่าเราไม่มีเนื้อให้เขานะ ซึ่งถามว่าตีกันหรอ ก็ไม่มี
ติ๊ก : อ้าวถ้าไม่ทะเลาะแล้วจะปิดตัวทำไมล่ะ
ป๋ากิ๊ก : พูดไปเรื่อย ไม่ได้ตีกัน มันเป็นเหตุผลทางธุรกิจ อย่างที่เล่าไปเมื่อกี้ เราก็คุยกันสองคนว่ามันไปไม่ไหวแล้ว เลิกตอนนี้ดีกว่ามันยังเงินทอนให้กับน้องๆ เพราะว่าที่ผ่านมาเราก็ฟาร์มมรสุมกันมาเรื่อยๆ ลงอย่างสวยงามมากกว่า
#แดนนี่ศรีภิญโญ #ป๋ากิ๊ก #ติ๊กกลิ่นสี #คุยแซ่บShow #เรื่องลับแดนนี่ #มิตรภาพ30ปี #ข่าวบันเทิง #รำลึกแดนนี่ศรีภิญโญ #siamrathonline








