ดนตรี / ทิวา สาระจูฑะ
‘ซูเปอร์กรุ๊ป’ เป็นคำที่คอลัมนิสต์ดนตรีฝรั่งใช้เรียกวงดนตรีที่เกิดจากนักดนตรีจากวงที่มีชื่อเสียงมาการรวมตัวกัน คำนี้ถูกเริ่มใช้ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ภายหลังจึงมีการย้อนไปใช้กับวงในลักษณะเดียวกันที่เกิดมาก่อนจะมีคำนี้
แบด คอมพานี เป็นหนึ่งในวงแรกๆ ที่ถูกประทับคำว่า ‘ซูเปอร์กรุ๊ป’ หลังจากที่พวกเขาก่อตั้งกันในปี 1973 ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพราะเป็นการรวมตัวของ พอล ร็อดเจอร์ส นักร้องนำ กับ ไซมอน เคิร์ก มือกลอง จากวง ฟรี, มิค ราล์ฟส์ มือกีตาร์จากวง ม็อทท์ เดอะ เพิ่ล และ บ็อซ เบอร์เรลล์ มือเบสจาก คิง คริมสัน ซึ่งเป็นวงร็อกที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงทั้งสิ้น
ธรรมชาติอย่างหนึ่งของซูเปอร์กรุ๊ปคือ มักเป็นวงเฉพาะกิจ มีอายุไม่ยืนยาวนัก ส่วนใหญ่จะร่วมงานกันได้เพียงอัลบั้มเดียว เพราะการที่สมาชิกแต่ละคนมาจากวงที่ประสบความสำเร็จ ย่อมพกพาความแตกต่างและอัตตามาด้วย ความกลมเกลียวหอมหวานในช่วงก่อตั้งอยู่ได้ไม่ค่อยนาน
แต่สำหรับ แบด คอมพานี แตกต่างออกไป พวกเขาออกอัลบั้มถึง 6 ชุดระหว่างปี 1974-1982 โดยสมาชิกชุดเดิม และออกอีก 6 ชุดจากปี 1986-1996 โดยสมาชิกที่เปลี่ยนแปลงอีกหลายคน ยกเว้น มิค ราล์ฟส์ และ ไซมอน เคิร์ก จนกระทั่งคนแรกเสียชีวิตลง
อัลบั้มแรกของ แบด คอมพานี ใช้ชื่อง่ายๆ บนปกสีดำว่า Bad Company ออกวางในปี 1974 ประสบความสำเร็จทันทีด้วยการขึ้นไปติดอันดับ 1 ในอเมริกาบนตารางอัลบั้ม บิลบอร์ด 200 และติดอันดับ 3 ในอังกฤษ นอกจากเพลง "Can't Get Enough" และ “Movin’ On” ที่ติดอันดับ 5 และ 19 บนตารางซิงเกิล บิลบอร์ด ฮอต 100 เพลงที่เหลือก็ได้รับความนิยมจากการเปิดทางวิทยุ หรือพูดได้ว่าเป็นอัลบั้มที่มีเพลงที่ผู้ฟังรู้จักกันดีทั้งหมด
Bad Company กลายเป็นผลงานมาสเตอร์พีซของวง และของวงการดนตรีร็อก ด้วยสุ้มเสียงของบลูส์-ร็อกที่มีโทนนุ่มนวลจากฝีมือชั้นยอด ท่วงทำนองติดหู และเนื้อหาตรึงใจผู้ฟัง
อัลบั้มต่อๆ มาหลังจากนั้น พวกเขาก็ยังมีเพลงฮิตอีกหลายเพลง อย่าง "Feel Like Makin' Love", "Shooting Star", "Burnin' Sky", "Rock 'n' Roll Fantasy" และ "Electricland"
จาก 6 อัลบั้มแรก แบด คอมพานี ทำยอดขายอัลบั้มได้มากกว่า 40 ล้านชุดทั่วโลก แต่วงก็ต้องหยุดลงเนื่องจาก พอล ร็อดเจอร์ส พบอาการสโตรก และทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเมื่อกลับมารวมกันอีกครั้งในปี 1985 โดยไม่มี พอล ร็อดเจอร์ส กลับมาร่วมด้วย
แบด คอมพานี มีนักร้องเข้ามาทดแทน พอล ร็อดเจอร์ส 2 คน หนึ่งคือ ไบรอัน ฮาว อดีตนักร้องนำของวง เท็ด นูเจนท์ มารับหน้าที่ร้องนำระหว่าง 1986-1994 และ โรเบิร์ต ฮาร์ต จากวง ดิสแทนซ์ เข้ามาระหว่าง 1994-1998 หลังจากอัลบั้ม Stories Told & Untold ในปี 1996 พวกเขาก็ไม่ได้ออกอัลบั้มอีกเลย แต่ยังคงออกทัวร์เป็นระยะ โดยมีสมาชิกก่อตั้งคือ มิค ราล์ฟส์ และ ไซมอน เคิร์ก ยังเป็นตัวหลัก ส่วนนักดนตรีอื่นก็มีเปลี่ยนแปลงบ้าง
ช่วงที่ ไบรอัน ฮาว เป็นนักร้องนำ แบด คอมพานี ยังมีเพลงฮิต อย่าง "No Smoke Without a Fire", "One Night", "Shake It Up", "If You Needed Somebody", "Holy Water" และ "Walk Through Fire" แต่ด้วยยุคสมัยและกระแสดนตรีที่เปลี่ยนไป ทำให้พวกเขาไม่สามารถกลับขึ้นมาอยู่ในสถานะระดับเดิมได้ เช่นเดียวกับวงร็อกยิ่งใหญ่เกือบทั้งหมดจากทศวรรษ 1970
พอล ร็อดเจอร์ส ไปทำอัลบั้มเดี่ยว, ทำวง เดอะ เฟิร์ม และ เดอะ ลอว์ รวมถึงไปร้องนำให้ ควีน ในนาม ควีน + พอล ร็อดเจอร์ส ระหว่างปี 2004-2009 เขากลับมาทัวร์ร่วมกับ แบด คอมพานี อีก 2 ช่วง ช่วงแรกสั้นๆ ระหว่างปี 2001-2002 และช่วงหลังอยู่ระหว่างปี 2008-2019
ส่วน บ็อซ เบอร์เรลล์ ร่วมเล่นกับวงครั้งสุดท้ายในปี 1999 และเสียชีวิตในปี 2006 ขณะที่ ไบรอัน ฮาว เสียชีวิตในปี 2020 และ มิค ราล์ฟส์ เสียชีวิตในปี 2025 ที่ผ่านมา
ในที่สุด ท่ามกลางการรอคอยและคาดหวังของแฟนเพลง แบด คอมพานี ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศแห่งร็อกแอนด์โรลเสียที ในเดือนพฤศจิกายน 2025 สมศักดิ์ศรีและความเหมาะควรทุกประการ
แต่งานนี้ พอล ร็อดเจอร์ส ไม่ได้ร่วมงานที่ พีค็อก เธียเตอร์ ในลอสแอนเจลีส เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่ส่งเป็นวิดีโอแสดงความขอบคุณมาแทน
แม้ในอนาคตอาจจะไม่มี แบด คอมพานี อีกต่อไป แต่มรดกทางดนตรีของพวกเขาที่มีอิทธิพลต่อนักดนตรีรุ่นหลังยังคงอยู่ และจะอยู่ตลอดไปตราบที่ยังมีดนตรีร็อก








