วันที่ 27 ม.ค.69 เพจ Lesson B เอาคลิปสัมภาษณ์ น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา มาลง พร้อมข้อความระบุว่า...
"ความจริงจากปาก..น้าเน็ก ผมขออนุญาตตัดบางส่วนบางตอนของการสนทนา ในอีพีเต็มที่ตั้งใจจะลงเดือนมีนาคมครับ แต่จากกระแสข่าวที่ออกมา ผมคิดว่าบทสนทนานี้ น่าจะทำให้หลายคนได้เข้าใจบางส่วนบางตอนของชีวิต"
และระบุข้อความในคลิปวิดีโอว่า “นี่คือบทสนทนาช่วงที่ยังไม่ได้ออนแอร์จากรายการ Life Lesson บทเรียนเปลี่ยนชีวิต โตโต้ คุยกับ น้าเน็ก”
โดยในเนื้อหาคลิปวิดีโอ น้าเน็ก เผยว่า จริง ๆ แล้วผมมีลูกแล้วนะครับ และผมก็ไม่เคยพูดที่ไหนอย่างจริงจัง และวันนี้ผมก็จะไม่พูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เหตุผลก็คือ ผมไม่อยากให้ใครไปยุ่งกับลูกผม และผมไม่อยากให้เขาเติบโตมาแล้วถูก Label (ติดป้ายตีตรา) ว่า ลูกน้าเน็ก
เพราะถ้าเขาทำสิ่งยิ่งใหญ่ด้วยตัวเขา เขาจะเป็นแค่ก็มึงเป็นลูกน้าเน็ก แต่ถ้าเกิดเขาผิดพลาด เขาจะโดนกระทืบหนักเพราะอุตส่าห์เป็นลูกน้าเน็ก ผมไม่อยากให้เขาต้องมาแบกภาระการที่เขาต้องเป็นลูกใคร ผมก็ดูแลเขามาอย่างดีแล้วนะ แล้วก็โอเค ผมหย่าร้าง แต่ผมก็ดูแลเขามาอย่างดี
แล้วเมื่อ 18 มกราคม ที่ผ่านมา ผมไปงานรับปริญญาลูกผม ผมเข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ที่เห็นลูกเรียน ปริญญาตรีครับ นี่คือ “ลูกคนเล็ก” ผมมีลูก 2 คนครับ ซึ่งคนรอบข้างใกล้ชิดของผม เพื่อนลูกที่โรงเรียนตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ก็รู้ว่าเป็นลูกผม ผมไม่ได้หลบซ่อนปิดบัง แต่ผมไม่ได้เอาลูกมาแห่ออกสื่อ และชี้ชัด ๆ ว่านี่คือลูกผม ผมไม่อยากให้เขาโดนตีตรา เพราะว่าลูกคนมีชื่อเสียงทุกคนเหนื่อยกับการแบกชื่อเสียงของพ่อ คนพยายามจะไปตัดสินอีกว่า มึงลูกคนดัง มึงก็ต้องรับภาระหน้าที่นี้ ผมไม่เชื่อหลักนี้ ผมรู้สึกว่ามันแยกกันได้ ข้อดีเดียวของการเป็นลูกผมคืออะไร...คือ ทำให้ผมมีเงินส่งเสียเลี้ยงดูเขาเหรอ ซึ่งไม่ต้องเป็นลูกคนดังก็ได้ ลูกใครใครก็เลี้ยงได้ แต่เขาไม่มีความจำเป็นต้องมาแบกภาระ ผมย้ำอีกที ถ้าเขาดีเขาก็เป็นแค่ลูกน้าเน็ก ถ้าเขาไม่ดีก็อุตส่าห์เป็นลูกน้าเน็ก ผมรู้สึกว่าเขาต้องมีชีวิตของเขาเอง ซึ่งทั้งคู่ขอบคุณผม เขาเข้าใจ เขาไปฝึกงานไปทำอะไร เขาชอบในการที่ไม่ต้องปูพรม ไม่ต้องมีอภิสิทธิ์ เขาได้รับการเรียกชื่อเขา ไม่ต้องได้รับการพูดถึงว่าเป็นลูกน้าเน็ก ผมเลี้ยงเขาเหมือนที่ผมได้รับการเลี้ยงมา คืออะไรก็ได้ เริ่มต้นจากเขา ขอให้เขาได้เป็นเขาในแบบที่เขาเป็นจริง ๆ ถ้าเขารู้สึกว่าเขาไม่เสีย ผมไม่ซ่อม ถ้าเขาไม่ได้ต้องการคำสั่งสอน ผมไม่สอน เขาต้องการคำแนะนำ เขาจะรู้ว่าเขามีผมอยู่เสมอ เอาลูกเป็นศูนย์กลาง
ความรู้สึกที่อยากจะแชร์เกิดขึ้นในวันที่ผมไปงานรับปริญญา มองไปที่เพื่อนๆเขาแ เป็นเด็กอายุ 20 ต้นๆ 20 กลางๆ ซึ่งในบริษัทผมก็มีพนักงานอายุประมาณเท่าลูกผมทำงานแล้ว แต่พอเวลาที่เรามองไปที่ลูกเรา เขาดูเป็นเด็กเปี๊ยกอยู่เสมอเลย ผมก็บอกเขาไม่ใช่เชิงตัดสินแต่เป็นความรู้สึกในสายตาปะป๊า หนูก็เป็นเด็ก 5 ขวบอยู่ดีวันยันค่ำ อยากอุ้มเล่น ผมปฏิบัติกับเขาเหมือนเด็ก 5 ขวบตลอดเวลา จูงมือ ทำอะไรให้ เปิดประตูให้ หาอะไรให้กิน ซึ่งไม่ต้องทำก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กเปี๊ยกตลอดเวลา และผมชอบความรู้สึกนั้นมาก ลูกๆ ก็ชอบความรู้สึกนั้นครับ
หลายครั้งที่คนไม่รู้ว่าผมมีลูก เวลาผมตอบปัญหาในคอนเทนต์ผม ก็จะมีคอมเมนต์ว่า “มึงไปมีลูกก่อนดีกว่าไป มึงทำมารู้ดี” ผมก็ไม่อ่านนะ ไม่ตอบโต้ เพราะผมรู้สึกว่าเวลาใครวิพากษ์วิจารณ์เราโดยไม่รู้จักเราจริง ๆ นอกจากมึงจะเสร่อแล้วยังดูน่าขบขันด้วย จริงๆไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย ซึ่งที่ผ่านมาผมไม่ได้โกหก แต่ผมไม่บอกเท่านั้นเอง
ขอบคุณข้อมูล/ภาพ : เพจเฟซบุ๊ก Lesson B







