บันเทิง

ภาษาที่ยากที่สุดคือภาษาใจ! "คิมซอนโฮ" จับคู่ "โกยุนจอง" ไขปริศนาความรักสุดซึ้งในซีรีส์ "ยากชะมัด รักภาษาอะไร"

แชร์ข่าว

“ภาษาของคุณยากเกินไปสำหรับฉัน คุณมักจะพูดจาตรงกันข้ามเพียงเพื่อปกปิดความอ่อนแอ และระเบิดอารมณ์โกรธออกมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัว"

นี่คือประโยคที่สะท้อนถึงหัวใจหลักของ “Can This Love Be Translated?” หรือชื่อไทยเรื่อง "ยากชะมัด รักภาษาอะไร" ซีรีส์โรแมนติกเรื่องล่าสุดจาก Netflix ที่กำลังสร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ จู โฮจิน (รับบทโดย คิม ซอนโฮ) ล่ามหนุ่มอัจฉริยะผู้เชี่ยวชาญทั้งภาษาเกาหลี อังกฤษ ญี่ปุ่น และอิตาลี ต้องมาเผชิญหน้ากับโจทย์ที่ยากที่สุดในชีวิตอย่าง ชา มูฮี (รับบทโดย โก ยุนจอง) ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่มีสไตล์การสื่อสารสวนทางกับเขาอย่างสิ้นเชิง

ในขณะที่ โฮจิน ใช้ชีวิตอยู่บนโลกของ “ภาษาเส้นตรง” ที่เน้นความชัดเจน ตรงไปตรงมา และมีเหตุผลรองรับเสมอ แต่ มูฮี กลับสื่อสารด้วย “ภาษาเส้นโค้ง” ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน วกวน และมักซ่อนความหมายที่แท้จริงไว้ภายใต้อารมณ์ที่แปรปรวน

ซีรีส์คุณภาพเรื่องนี้เปิดตัวอย่างร้อนแรงเมื่อวันที่ 16 มกราคม โดยพาทุกคนไปสำรวจการเดินทางของคนสองคนที่มีวิถีการสื่อสารต่างกันสุดขั้ว พวกเขาต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความเข้าใจผิด การสร้างบาดแผลให้แก่กัน จนกระทั่งค่อยๆ หลอมรวมความต่างให้กลายเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

ในเรื่องนี้ “การแปลภาษา” ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาชีพของตัวเอก แต่ยังเป็นอุปมาอุปไมยที่แสนกินใจถึงความพยายามในการเข้าถึงก้นบึ้งของหัวใจคนอื่น

เส้นทางรักเริ่มต้นที่ญี่ปุ่น เมื่อโฮจินเป็นล่ามให้มูฮีในวันที่เธอยังเป็นเพียงนักแสดงไร้ชื่อ ก่อนที่โชคชะตาจะเหวี่ยงเธอกลายเป็นดาราระดับโลกจากการรับบทซอมบี้ จนนำไปสู่การถ่ายทำรายการเรียลลิตี้หาคู่ในแคนาดาและอิตาลี ที่ซึ่งโฮจินต้องกลับมาทำหน้าที่ล่ามข้างกายเธออีกครั้ง และท่ามกลางการเดินทางนี้เองที่ความรู้สึกของมูฮีเริ่มเปลี่ยนไป แม้วิธีการแสดงออกที่ต่างกันจะคอยผลักไสและดึงดูดพวกเขาเข้าหากันอยู่ตลอดเวลาก็ตาม

สำหรับ "คิม ซอนโฮ" ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Hankook Ilbo พร้อมกับ "โก ยุน-จอง" และ "ยู ยอง-อึน" ผู้กำกับ เอาไว้ว่า เสน่ห์ที่ทำให้เขาตกหลุมรักโปรเจกต์นี้คือบทสนทนาที่ว่า "ทุกคนบนโลกมีภาษาเป็นของตัวเอง" โดยเขาเลือกถ่ายทอดบทโฮจินผ่านแนวคิดเรื่อง "ความแน่วแน่" แม้ตัวละครนี้จะเก่งกาจในการสื่อสารความรู้สึกของคนอื่นผ่านหลายภาษา แต่กลับสอบตกอย่างสิ้นเชิงในการแสดงความรู้สึกของตนเอง เขาจึงต้องพยายามรักษาสมดุลระหว่างท่าทางที่ดูนิ่งสงบกับการแสดงออกที่ต้องสื่อถึงพายุอารมณ์ภายใน

ที่น่าสนใจคือในชีวิตจริงของนักแสดงทั้งคู่นั้นกลับสลับขั้วกับตัวละคร คิม ซอนโฮ เล่าอย่างสนุกสนานว่า หากมีฉากไหนที่เขาไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ได้ เขาจะลองสลับบทบาทกับ โก ยุนจอง เพื่อดูวิธีการตีความของเธอ จนในที่สุดเขาก็สามารถค้นพบตัวตนที่แท้จริงของโฮจินได้

ในฟากของ "โก ยุนจอง" เธอต้องสวมบทบาท "ชา มูฮี" หญิงสาวที่แบกรับบาดแผลในใจจากวัยเด็กและความวิตกกังวลอย่างหนัก แม้ลึกๆ เธอจะถวิลหาความรัก แต่ความกลัวที่จะถูกทอดทิ้งทำให้เธอเลือกที่จะปิดบังด้านมืดของตัวเอง และมักจะสื่อสารอย่างสับสนเมื่อตกอยู่ในสภาวะกดดัน

"โก ยุนจอง" ได้นำประสบการณ์ความประหม่าจากการออกงานสังคมมาปรับใช้เพื่อเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครที่ต้องเผชิญกับความกลัวก่อนที่เหตุการณ์จริงจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของเธอคือการเล่นเป็นสองบุคลิก เมื่อ "โด รามี" คาแรกเตอร์ซอมบี้ที่เธอเคยได้รับบทบาท กลายเป็นตัวแทนอีกด้านของจิตใจเธอ โด รามี คือคนที่ปกป้องมูฮีด้วย “คำพูดที่ตรงไปตรงมา” และทำหน้าที่เป็นล่ามหัวใจที่แปลความรู้สึกที่แท้จริงของมูฮีให้โฮจินได้รับรู้

ขณะที่ "ยู ยอง-อึน" ผู้กำกับของเรื่องนี้ ได้ฉายภาพให้เห็นว่าซีรีส์เรื่องนี้จะค่อยๆ พัฒนาจากการเป็นเพียงหนังรักโรแมนติกไปสู่การทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ที่กว้างขึ้น ฉากที่โฮจินโอบกอดโดรามี ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งบาดแผลของมูฮีด้วยความเห็นอกเห็นใจ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าความรักที่แท้จริงคือการยอมรับในความเจ็บปวดของกันและกัน

"โดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่องที่โฮจินสารภาพรักผ่านประโยคที่ว่า "ผมมองเห็นแสงเหนือ" ซึ่งเป็นการสื่อสารด้วยภาษาแห่งเส้นโค้งที่มูฮีชอบใช้ แสดงให้เห็นว่าเขาได้ก้าวข้ามกำแพงภาษาและเข้าถึงหัวใจของเธออย่างสมบูรณ์แล้ว" ผู้กำกับ กล่าว

ด้วยความซึ้งกินใจนี้ทำให้ "Can This Love Be Translated?" พุ่งทะยานสู่อันดับ 2 ของชาร์ต Global Top 10 บน Netflix ภายในเวลาเพียง 3 วัน และครองใจผู้ชมใน 36 ประเทศทั่วโลก เพราะนี่คือเรื่องราวที่บอกกับเราว่า ทุกคนต่างเฝ้ารอใครสักคนที่พร้อมจะโอบกอดแม้ในวันที่เราบิดเบี้ยวและน่าเกลียดที่สุด

#ยากชะมัดรักภาษาอะไร #CanThisLoveBeTranslated #คิมซอนโฮ #โกยุนจอง #KimSeonHo #GoYounJung #รีวิวซีรีส์เกาหลี #NetflixTH #ซีรีส์เกาหลี2026 #แนะนำซีรีส์Netflix